อินเดียใต้ 4

การที่เมือง กัว ได้รับเป็นมรดกโลกด้วยนั้นก็เพราะมีความสำคัญมากในเชิงประวัติศาสตร์ และในเชิงสถาปัตยกรรม

ในแง่ของประวัติศาสตร์ก็เป็นดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่าที่นี่เป็นฐานสำคัญของนักบุญ ฟรานซิส ซาเวียร์ในการเผยแผ่พระศาสนาคริสต์ฝ่ายโรมันคาทอลิก

นิกายเยซูอิตนเชื่อใน เรื่องของการศึกษา ผมเข้าใจว่าปรัชญาอันนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของ”โรงเรียนคริสต์” ในประเทศต่างๆ ของอุษาคเนย์และสยามประเทศด้วย

 ทางกรุงโรมนั้นถือเอาว่านักบุญท่านนี้ประสบความสำเร็จในการบวชคนพื้นเมืองเข้ามาสู่พระศาสนาได้มากเป็นที่สุด

 บางที่กล่าวยกย่องว่าท่านเป็นที่สองรองก็แต่นักบุญปอลเท่านั้น (หากเราอ่านพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ส่วนที่เป็นจดหมาย ท้ายเล่มนั้น ก็จะเห็นว่านักบุญปอลนั้นท่านเดินทางไปเทศนายังที่ต่างๆมากมายเหลือเกิน –อย่าลืมนะครับว่าการเดินทางสมัยก่อนนั้นยากลำบากเพียงใด )

ดังนั้นเมื่อนักบุญท่านนี้ถึงแก่มรณกรรมที่เมืองเล็กๆ บนเกาะของเมืองกวางตุ้งในประเทศจีนตอนใต้ ร่างของท่านถูกย้ายมาที่มะละกา แล้วย้ายอีกเอาท่านมาใส่โบสถ์ใหญ่ในเมืองกัว นี่แหละ ที่แปลกกว่านั้นอีกก็คือในศตววรษที่ 17 ได้มีการ “เชิญ” บางส่วนของแขนขวาของท่านเอาไปที่กรุงโรม (ที่โบสถ์ชื่อ Il Gesu) เพราะถือว่า การพระศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมากมายก็ด้วย มือขวาของท่านนี่แหละที่ให้ศีลให้พรกับท่านสาธุชนที่ได้เข้ามาร่วมอยู่ในพระศาสนาเดียวกัน

ที่เมืองกัวนี้มีทั้งโบสถ์ ทั้งสำนักสงฆ์ สำนักแม่ชี สามเณรลัย ที่ยังใช้การอยู่ในปัจจุบันต่อเนื่องกันตั้งแต่สมัยศตวรรษที่16จนถึงทุกวันนี้ นอกนั้นก็ยังมีทรากอาคารเก่าแก่อีกด้วยจำนวนนึง

ในเชิงสถาปัตยกรรมก็ถือกันว่าออกจากโปรตุเกสแล้วก็ที่นี่แหละที่มีสถาปัตยกรรมแบบโปรตุเกสที่งดงาม (อย่างเช่นบางแห่งก็มีการประดับประดาด้วยศิลปะที่เราเรียกว่า มานูเอลีน- Manueline ดังที่ปรากฏที่โบสถ์หลวงในมหาวิหาร นักบุญ เจอโรม Heronimos Monastery)

รูปที่ 1

โบสถ์ เซ็นต์ ฟรานซิส แห่ง อัสสิสิ เก่าแก่กลับไปถึงศ.ที่16 มีลวดลายประดับแบบ มานูเอลีน

โบสถ์ เซ็นต์ ฟรานซิส แห่ง อัสสิสิ เก่าแก่กลับไปถึงศ.ที่16 มีลวดลายประดับแบบ มานูเอลีน

Bom Jesus

Bom Jesus

 Se Cathedral มหาวิหารมหึมานี้ อุทิศให้กับ นักบุญหญิงชื่อ St. Catherine of Alexandria มีหอระฆังสูง และมีระฆังถึง 5 ใบและอันที่มีชื่อสุดเรียกกันว่า ระฆังทอง

Se Cathedral มหาวิหารมหึมานี้ อุทิศให้กับ นักบุญหญิงชื่อ St. Catherine of Alexandria มีหอระฆังสูง และมีระฆังถึง 5 ใบและอันที่มีชื่อสุดเรียกกันว่า ระฆังทอง

 ร่างของนักบุญ ซาเวียร์ ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในโลงประดัยด้วยเงินถือเป็นอัฐิธาตุสำคัญที่สุดของ Bom Jesus แขนข้างหนึ่งของท่านได้รับการ"เชิญ"ไปไว้ที่กรุงโรม บางส่วนของอีกข้างหนึ่งยังคงเอาไว้ที่ มาเก๊า

ร่างของนักบุญ ซาเวียร์ ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในโลงประดัยด้วยเงินถือเป็นอัฐิธาตุสำคัญที่สุดของ Bom Jesus แขนข้างหนึ่งของท่านได้รับการ”เชิญ”ไปไว้ที่กรุงโรม บางส่วนของอีกข้างหนึ่งยังคงเอาไว้ที่ มาเก๊า

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อินเดียใต้ 3

ซากอาคารโบสถ์ขนาดมหึมาชื่อ โบสถ์ St. Augustine

ซากอาคารโบสถ์ขนาดมหึมาชื่อ โบสถ์ St. Augustine

ประเทศอินเดียนั้นใหญ่โตมโหฬาร สมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นอนุทวีป เพราะเป็นน้องๆ ของทวีปทีเดียว
ความที่มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานกันมานมนาน มีพัฒนาการขึ้นเป็นสังคมเมืองที่เจริญก้าวหน้ามาตั้งแต่สองสามพันปีที่แล้ว (ดังที่เราอ่านได้จากรายละเอียดของพุทธประวัติ หรือแม้กระทั่งจำหลักที่ปรากฏรอบๆ พระสถูปสาญจีหรือพระสถูปอื่นที่อยู่ในสมัยเดียวกันเป็นอาทิ)

ที่น่าสนใจมากก็คือ แม้พื้นที่จะกว้างใหญ่อย่างที่กล่าว แต่อารยธรรมที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ต่างๆ นี้แม้จะมีความเป็นเอกเทศทางการเมืองจากกัน มีภาษาที่แตกต่างกัน มีวัฒนธรรมถิ่นที่หลากหลาย แต่กรอบของอารยธรรมใหญ่ก็มีลักษณะร่วมกันอย่างน่าประหลาดใจ ตลอดจนพัฒนาการของประดิษฐกรรมและเทคโนโลยีก็มีการถ่ายเทถึงกันได้อย่างน่าทึ่ง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ผมเข้าใจว่าคงเกิดจากการอพยพโยกย้าย เครือข่ายการค้า และความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าทางการเมืองที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ต่างก็พยายามขยายอำนาจของพระองค์ออกไป และหลายครั้งที่กษัตริย์บางองค์ประสบความสำเร็จมากจนสามารถสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองของพระองค์ขึ้นเป็นอาณาจักร และด้วยเหตุนี้เราจึงพบอยู่ว่ามีซากโบราณสถานซึ่งเกิดจากความสามารถเชิงสถาปัตยกรรมที่ก้าวหน้า ตลอดทั่วทั้งประเทศอินเดียปัจจุบัน

ทั้งพราหมณ์ซึ่งต่อมาจะคลี่คลายเป็นฮินดูศาสนา ทั้งศาสนาพุทธและ ศาสนาเชนของพระมหาวีระ ปัจจัย”

การคลี่คลายทางความคิดความเชื่อยังมีต่อมาอีกมากมายและซับซ้อนยิ่ง

ที่เกริ่นถึงภาพกว้างของอินเดียเอาไว้บ้างก็เพราะวันนี้จะได้พูดถึง เมือง กัว ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นอินเดียที่อาจมีกลิ่นอายต่างไปจากอินเดียที่คนไทยๆแบบเรารับรู้

เพราะเมือง กัว นั้นมีพัฒนาการที่สำคัญในยุคสมัย”ใหม่”ซ่งแตกต่างไปจาก รากเหง้าอันมีมาแต่เดิม

อย่างที่เราทราบกันว่ายุโรปเมื่อพ้นจากสมัยกลางมาแล้ว มีปัญหาอย่างมาก จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นกดดันให้มีความพยายามที่จะเปิดป่าเพื่อให้มี “ที่ทำกิน” การเพิ่มผลผลิตเพื่อจะสร้างอาหารเพิ่มขึ้นสัมพันธ์โดยตรงกับขนาดของพื้นที่  ฉะนั้นความพยายามจะเปิดโลกเพื่อหาที่ดินใหม่ๆจึงสำคัญอย่างเหลือเกิน

การพบอเมริกาที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสคิดว่าป็นการค้นพบเส้นทางสู่อินเดีย (ดังที่เรียกกันผิดๆ ว่า West Indies ) จึงสำคัญมากในแง่ของการพบที่ดินว่างเปล่าจำนวนมาก นอกเหนือไปจากการพบสินแร่ที่สำคัญคือ ทองคำและเงิน

แต่การค้นพบที่อาจจะสำคัญเทียบเท่าหรืออาจมากกว่าก็คือการประดิษฐ์เรือเดินสมุทรแบบใหม่ของพวกโปรตุเกส อันนำไปสู่การพัฒนาทั้งเส้นทางเดินเรือและความรู้แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเดินเรือ (แผนที่ ดาราศาสตร์ กระแสลม กระแสน้ำ ลักษณะพื้นที่ตามรายทาง ฯลฯ)

การเดินเรืออันยืดยาวของพวกโปรตุเกสอ้อมแหลมกู้ดโฮป และหักเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้นั้นสำคัญเหลือเกิน เพราะถัดจากนั้นเส้นทางที่ตัดตรงข้ามมหาสมุทรอินเดียตรงมา แผ่นดินที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ ชายฝั่งทะเลของอินเดีย ดินแดนแห่งอัญมณี เครื่องเทศ (โดยเฉพาะพริกไทยดำ) รวมไปจนถึงผ้าไหม (แบบอินเดีย)

เมืองกัวตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอินเดีย (อยู่ในระดับกลางๆ ของประเทศ) กลายเป็นฐานทางการค้าสำคัญของโปรตุเกส ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังช่องแคบมะละกา หากหักเส้นทางขึ้นเหนือก็ไปสู่ทางตอนใต้ของจีน เลยไปอีกก็คือญี่ปุ่น แต่หากเดินทางออกจากมะละกาไปทางตะวันออกอีกก็จะเดินทางไปสู่หมู่เกาะเครื่องเทศของอินโดนีเซีย

ในขณะที่ยุโรปตกอยู่ในบรรยากาศของการขับเคี่ยวอย่างรุนแรงระหว่างสองนิกายหลักของ

ฝ่ายคาทอลิกเองก็มีการปฏิรูปตัวเองอยู่ไม่น้อยเพื่อจะรักษาพื้นที่ทางความเชื่อของตนสมาชิกของกลุ่มนี้เป็นชายล้วนเรียกตัวเองว่า เยซูอิต
(Jesuits )

ผู้ริเริ่มบุกเบิกที่สำคัญคือ ฟรานซิส ซาเวียร์ (ต่อมาได้รับยกขึ้นเป็นนักบุญคือ St.Francis Xavier ) และอินาเทียส โลโยลา St. Ignatius Loyola)

นักบุญทั้งสองนี้เป็นผู้บุกเบิกการเผยแผ่พระศาสนามายังโลกตะวันออก ทั้งอินเดีย มะละกา ฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่นและจีน
ท่านได้ใช้เมืองกัว ที่ว่านี่แหละเป็นฐานที่สำคัญของท่านเดินทางไปปตามเส้นทางที่ได้กล่าวไปถึงแล้วครับ

 เส้นทางเผยแผ่พระศาสนาของสองนักบุญ

เส้นทางเผยแผ่พระศาสนาของสองนักบุญ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อินเดียใต้ 2

ขอยกยอดเขียนถึง มามัลละปุรัมเอาไว้ตอนหลังนะครับ
ตอนนี้ดูรูปไปพลางก่อน
เย็นนี้จะเขียนถึง กัว (Goa ) มรดกโลกของอินเดียลำดับที่ 7
เมืองที่เคยมีความสำคัญต่อการขยายอาณานิคมของโปรตุเกสมาสู่เอเชีย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกไกล
เมืองที่เกี่ยวพันกับกระบวนการตอบโต้ การปฏิรูปทางศาสนาของฝ่ายโปรเตสแตนท์อย่างสำคัญ

รูปพระรถทั้งห้า

รูปพระรถทั้งห้า

ตบะแห่งพระอรชุน

ตบะแห่งพระอรชุน

ก้อนเนยของพระกฤษณะ

ก้อนเนยของพระกฤษณะ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อินเดียใต้ 1

เพื่อนร่วมเดินทางที่จะไปอินเดียใต้ด้วยกันในเดือนมกราคมตอนปลายตั้งคำถามว่าอินเดียมีมรดกโลกสักกี่แห่ง ผมเลยไปทำการบ้านมาส่งงานให้ว่า
อินเดียนั้นมีมรดกโลกด้วยกัน 17 แห่งครับ

แยกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 13 อีก 4 แห่งเป็นเรื่องของมรดกทางธรรมชาติ

คนไทยมักจะนึกถึงถ้ำอชันตาและเอลโลรา ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะทั้งสองแห่งนี้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

ถ้ำอชันตา (Ajanta) นั้นเป็นศาสนสถานแบบถ้ำ คือขุดเข้าไปในหน้าผา แล้วข้างในก็ตกแต่ง ประดับประดาเพื่อใช้ในการพระศาสนา

จำนวนของถ้ำทั้งหมดมีถึง 30 ถ้ำด้วยกัน ถ้ำที่น่าดูชม (ในทัศนะของผม) มี 5 แห่ง คือถ้ำหมายเลข 9/10/19/26 และ 29 เพราะนอกจากมีพระพุทธรูปงามๆ แล้วก็ยังมี พระสถูปเจดีย์อยู่ภายในด้วย (Chaiteya Griha เจตีย์คฤหะ) ส่วนที่เหลือก็เป็นพระวิหาร (Sanghramas Viharas)

ถ้ำอันเก่าแก่เหล่านี้เก่าแก่ย้อนกลับไปถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล และคริสตกาลที่สอง ฉะนั้นจึงเก่าแก่ไปถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (?) ซึ่งทรงพระชนม์อยู่ในระหว่างปี 269 หรือ 273-232 ก่อนคริสตกาล อันเป็นยุคสมัยที่มีการทำสังคายนาครั้งที่ 3

ภายในถ้ำนั้นนอกจากมีพระประธาน มีพระสถูปแล้วยังมีทั้งจำหลักนูนต่ำ และภาพจิตรกรรม ซึ่งแม้จะเลือนลางแต่ก็งดงาม

ในถ้ำนึงนั้นมีจำหลักที่ผมประทับใจในรายละเอียดมาก เป็นเรื่องราวของชัยชนะเหนือพญามาร วัสวดี จนพญามารต้องพ่ายแพ้และไปนั่งด้วยอาการทดท้ออยู่ในที่อันโดดเดี่ยว ถ้าผมจำไม่ผิดในปฐมสมโพธิกถาระบุว่าพญามารนั่งอยู่โดดเดี่ยวริมทางอย่างทอดอาลัย ลูกสาวทั้งสามเมื่อตามหาบิดาจนพบ และเมื่อทราบถึงเหตุอันเศร้าหมองจึงได้ขันอาสาบิดาจะไปผจญกับพระพุทธองค์อีกยกนึง

จำหลักในถ้ำนี้ให้รายละเอียดจนผมรู้สึกซาบซึ้งตามที่ได้อ่านมาจากตัวอักษร

น่าเสียดายที่บรรดาพุทธมามกะจากบ้านเราพากันนั่งสวดมนต์ตามพระเถระที่นำพาไป แล้วก็พากันจากไปเพื่อจะทำแบบเดียวกันในถ้ำต่อไป และต่อต่อไป โดยละเลยที่จะได้ชื่นชมในความรู้และความงามของจำหลักซึ่งมีอยู่แล้วตรงหน้า

ผมรู้สึกว่า การได้สวดภาวนาในที่อันแสนวิเศษเช่นนี้นั้นดีอยู่ หากแต่ว่าน่าจะดีมากขึ้นถ้าได้สัมผัสพระธรรมจากภาพจำหลักและจิตรกรรมที่ศิลปิน-อาจารย์ในอดีตที่ท่านได้ทำทิ้งเอาไว้ให้ได้ชื่นชมด้วย

การเข้าชมถ้ำอชันตานั้นจะต้องนั่งเสลี่ยงแบบเดียวกับที่เราไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า หากแต่ออกจะหวาดเสียวอยู่และหวาดเสียวกว่า ด้วยเหตุที่ว่าถ้ำต่างๆ เหล่านี้เป็นถ้ำที่ขุดเข้าไปในหน้าผา การแวะชมแต่ละถ้ำนั้นคนแบกเสลี่ยง (จากตีนดอย) จึงพาเราลอยอยู่ในอากาศลัดเลาะไปยังถ้ำต่างๆ ซึ่งอยู่ทางขวามือ ส่วนทางซ้ายของเสลี่ยงและของเราเป็นอากาศอันเวิ้งว้างที่มีหุบเขาอยู่ข้างล่าง

ถ้ำเอลโลร่า (Ellora ) นั้นเป็นการสกัดและสลักหินจากภูเขาจากด้านบนลงไป เกิดเป็นอาคาร ประติมากรรม เป็นเสา แถมด้วยการขุดเจาะเข้าไปเพื่อจะสร้างเป็นวัด-เทวสถาน ซึ่งเป็นถ้ำใช้ในการศาสนาพุทธ เชน และพราหมณ์ อายุของเอลโลรานั้นอ่อนกว่าอชันตา คืออยู่ในระหว่างคริสตกาลที่ 5 จนถึงคริสตกาลที่ 13

ถ้ำพุทธนั้น (คริสตกาลที่ 5 และ 7) คือหมายเลข 5 /10/12 โดยเฉพาะหมายเลข 10 นั้นงามเป็นพิเศษ เพราะมีพระสถูปเจดีย์ด้วย (ผมมักนึกถึงเทวาลัยเขมรที่เรียกว่า พระขรรค์ /พระขันธ์ ? เพราะที่นั่นก็มีพระสถูปเจดีย์แบบเดียวกันนี้อยู่ภายในปราสาทด้วย)

ส่วนศาสนสถานที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ (นิกายไศวะ) คือหมายเลข 13 และ 29
ศาสนาเชนคือหมายเลข 30 และ 34

มรดกโลกของอินเดียลำดับที่ 3 ก็คือป้อมอักรา (Agra Fort ) อยู่ใน ศ.ที่ 16 และ 17
เป็นป้อมหินทรายสีแดง มีกำแพง 2 ชั้นล้อมรอบซึ่งมีความยาวถึง 2 กิโลเมตร

ลำดับที่ 4 ก็คือ ตาช มาฮาล (Taj Mahal ) อันนี้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันว่า “เป็นอนุสรณ์แห่งความรัก” ของกษัตริย์ชาร์ จาฮาน (Shah Jahan) กับพระนางอัรจมานด์ บะนู เบกัม (Arjmand Banu Begam) หรือรู้จักท่านในนามของมุมตัซ มาฮาล (Mumtaz Mahal ) ศ. ที่ 17 ความจริงนอกจากเรื่องความรักของท่านทั้งสองนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายนัก

ลำดับที่ 5 คือ The Sun Temple , Konark

ลำดับที่ 6 คือ มหาบาลีปุรัม (Mahabalipuram) หรือมามัลละปุรัม (Mamallapuram) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อคริสตกาลที่ 7 ในรัชสมัยของกษัตริย์นรสิงหวรมันที่ 1 หรือ มามัลละ (Narasinhavarman I Mamalla )

สถานที่นี้อยู่ใน อินเดียใต้ ที่เราจะไปเยือนครับ
รายละเอียดของที่นี่มีมากมายจึงขอยกยอดจะมาเขียนถึงต่อในวันพรุ่งนี้ครับ

——to be continue———
ป.ล.
“ในสมัยนั้น ส่วนพระยาวัสวดีมาราธิราชจึงดำริว่า ตั้งแต่อาตมาติดตามพระสิทธัตถะราชกุมารสิ้นกาลมีประมาณเท่านี้ ด้วยคอยหาโอกาสที่จะทำอันตรายก็มิได้เห็นช่องทางที่จะประมาทพลาดพลั้งสักสิ่งหนึ่งก็มิได้มีและพระสิทธัตถะราชกุมารนี้ หนีล่วงพ้นจากพิสัยอาตมะได้เป็นแท้แล้ว
ก็มีจิตโทมนัสเป็นกำลัง จึงลงมาจากเทวโลกแล้ว มานั่งในหนทางใหญ่แห่งหนึ่ง จึ่งจินตนาการซึ่งเหตุ 16 ข้อ เอานขาขีดลงในพื้นภูมิภาคนับเป็นคะแนน 16 รอย ดำริว่าอาตมะมิได้บำเพ็ญทานบารมีเหมือนพระสิทธัตถกุมารจึงมิได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าดุจพระสิทธัตถะนี้……

ในลำดับนั้นจึงนางมารธิดาทั้งหลาย 3 คือนางราคา 1 นางอรดี 1 นางตัณหา 1 มิได้เห็นพระบิดาปรากฏในเทวโลก จึงดำริว่าพระบิดาเสด็จไปในที่ใดในกาลบัดนี้ ก็เล็งแลดูด้วยทิพยจักษุเห็นพระบิดาไปนั่งอยู่ในหนทางใหญ่ในมนุษยโลก เอานขาขีดพสุธาอยู่ดังนั้น นางทั้ง 3 ก็ลงมาสู่สำนักแล้วทูลถามว่า พระองค์ทรงพระทุกข์โทมนัสด้วยเหตุดังฤา ? พระยามารก็บอกเหตุดังนั้นแก่ธิดาทั้ง 3 แลนางทั้ง 3 จึงกราบทูลว่า พระบิดาอย่าได้ทรงพระปริวิตกไปเลย ข้าพเจ้าทั้ง 3 จะอาสาไปกระทำพระสิทธัตถะให้อยู่ในอำนาจแห่งตน แล้วจะนำมาถวายพระองค์ให้จงได้….ข้าแต่พระบิดาข้าพเจ้าทั้ง 3 คงจะพันธนาการซึ่งพระสิทธัตถะด้วยบ่วงทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเพราะว่าข้าพเจ้าทั้ง 3 คนนี้เป็นสตรี แลจะนำมาถวายให้จงได้ในกาลบัดนี้…..”
( สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส , พระปฐมสมโพธิกถา /ปริจเฉทที่ 11 )

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

Gertrude Stein ต่อ

Alice B. Toklas, Stein’s companion. Hemingway blamed her jealousy for the break in his friendship with Stein and forbade the publication of any correspondence between Stein and himself until after Toklas’ death. (เออร์เนสต์   เฮมมิงเวย์ก็เป็นนักเขียนอีกคนที่เข้ามาร่วมอยู่ในก๊วนของเธอ และสนิทกันถึงขนาดขอให้เธอเป็นแม่ทูนหัวลูกชายของเขา )

Alice B. Toklas, Stein’s companion. Hemingway blamed her jealousy for the break in his friendship with Stein and forbade the publication of any correspondence between Stein and himself until after Toklas’ death. (เออร์เนสต์
เฮมมิงเวย์ก็เป็นนักเขียนอีกคนที่เข้ามาร่วมอยู่ในก๊วนของเธอ และสนิทกันถึงขนาดขอให้เธอเป็นแม่ทูนหัวลูกชายของเขา )

อย่างที่ได้เขียนถึงเกอร์ทรูด กับหนังสือเล่มเล็กของเธอที่ชื่อ Picasso แล้ว
ผมยังอยากพูดถึงเธออีกนิดเดียวเกี่ยวกับการใช้ภาษาของเธอ
-เธอเป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาง่ายง่าย-เกือบไม่มีคำยากๆอย่างที่หลายคนชอบใช้กัน ความง่ายของภาษาและคำที่พื้นมากจึงทำให้หนังสือของเธอมีความชัดเจนอยู่ในตัวของมันเอง(แต่ก็สามารถอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนได้ด้วย)

-เธอเริ่มต้นหนังสือดังนี้
“Painting in the nineteenth century was only done in France and by French Men, apart from that , painting did not exist, in the twentieth century it was done in France but by Spainiards .”
และข้อความสุดท้ายของหนังสือของเธอมีดังนี้
” Now this is the end of this story, not the end of his story, but the end of this story
of his story. ”

ข้อสังเกตของเธอประหลาดและมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ดังเช่นข้องสังเกตดังต่อไปนี้

“Picasso at this period often used to say that Spaniards cannot recognise people from their photographs. So the photographers made two photographs, a man with a beard and a man smooth shaven and when the man left home to do their military service they sent one of these two types of photographs to their family and the family always found it very resembling .

It is strange about everything , it is strenge about pictures, a picture may seem extraordinarily strenge to you and after sometime not only it does not seem strenge but it is impossible to find what there was in it that was strenge.

A child sees the face of its mother , it sees in it a completely different way than other people see it, I am not speaking of the spirit of the mother but of the features and the whole face, the child sees it from very near , it is a large face for the eyes of a small one, it is certain the child for a little while only sees a part of the face of its mother, it knows one feature and not another , one side and not the other, and in his way Picasso knows faces as a child know them and the head and the body . He was then commencing to try to express this consciousness and the struggle was appalling because,with the exception of some African sculpture , no one had ever tried to express things seen not as one knows them but as they are when one sees them without remembering having look at them . ”

ทั้งหมดนี้คงเป็นข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับเกอร์ทรูด สไตน์ จากการอ่านงานของเธอที่เกี่ยวกับ ปิกัสโซครับ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

Gertrude Stein

ผมไม่คุ้นเคยกับชื่อและผลงานของ เกอร์ทรู๊ด สไตน์ เพราะไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อนเลย
เคยผ่านชื่อของเธอก็เพราะเห็นจากที่นั่นที่นี่และจำขี้ปากคนอื่น
จนกระทั่งหยิบงานของเธอมาอ่านเพราะเธอเขียนเกี่ยวกับ ปิกัสโซ และเห็นว่าเป็นเล่มบางพอที่จะอ่านเล่นๆ ได้
อีกทั้งก็อยากจะรู้ว่าจะมีใครเขียนถึงปิกัสโซเป็นหนังสือขนาดพ๊อกเก็ตบุ้คความยาวเพียง 50 หน้าได้

เกอร์ทรู๊ด น่าจะเป็นคนที่เหมาะจะเขียนถึงปิกัสโซได้ดีที่สุดคนหนึ่ง เพราะเกอร์ทรู๊ดได้พบปิกัสโซ (หรือกลับกันว่า ปิกัสโซได้พบและรู้จักเกอร์ทรู๊ด) ในช่วงที่ปิกัสโซมาถึงปารีสใหม่ๆ แล้วมาเข้าอยู่ในก๊วน (salon) ร่วมกันกับศิลปินหลายคน เช่น ตูลูส-โลเทร็ค / เอริก ซาตี (คนที่แต่งเพลง Gymnopedie no.1 http://www.youtube.com/watch?v=0koaxjHP5Q8 ) และคนอื่นๆ อีกมาก อีกทั้งเกอร์ทรู๊ดยังได้ติดตามงานของปิกัสโซอย่างจริงจังตลอดมาจนเธอตายไปก่อนในปี 1946

เกอร์ทรู๊ดเป็นชาวยิวอเมริกันที่อพยพมาอยู่ปารีสและตายที่นี่
เธออายุแก่กว่าปิกัสโซ 7 ปี (เธอเกิดในปี 1874 ตายปี1946 ส่วนปิกัสโซนั้นเกิดในปี1881ตายในปี 1973 ) ทั้งคู่เป็นคนของศตวรรษที่ 19 คาบมาจนถึงศตวรรษที่ 20

ทั้งคู่เกิดในสมัยตรงกับรัชกาลที่ 5 ของสยาม โดยเกอร์ทรู๊ดตายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สำหรับปิกัสโซ เขาจะได้ทันเห็น เอลวิส เดอะบีเทิ้ล ฮิปปี้และสงครามเวียดนาม

เกอร์ทรู๊ดมีข้อสังเกตดีดีมากในหนังสือเล่มเล็กนี้
เธอเริ่มประโยคแรกของหนังสือว่า ภาพวาดใน ศ.ที่ 19 ในฝรั่งเศสนั้นเป็นเรื่องของจิตรกรฝรั่งเศส แต่ใน ศ.ที่ 20 ภาพวาดในฝรั่งเศสนั้นเขียนขึ้นโดยช่างสเปน

เธอคิดว่าศิลปินเช่นเดียวกับนักเขียนที่ก้าวข้ามเวลาของศตวรรษนั้น มีหลายคนที่ยังค้างคาอยู่ใน “เวลา” เดิม ทัศนะที่ปรากฎทั้งในภาพวาดและงานเขียนจะปรากฎออกมาเป็นเช่นนั้น
ผมนึกถึงเพื่อนนักเขียนของผมหลายคนที่ยังอยู่กับเวลาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
เพื่อนนักวิชาการของผมหลายคนชอบเอ่ยชื่อนักวิชาการจำนวนมากที่ผมนึกไม่ค่อยออกมามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องเอ่ยชื่อเหล่านั้น อีกทั้งชื่อเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตของโลกตะวันตก

เธอคิดว่าปิกัสโซในช่วงเวลาที่เธอกล่าวถึงนี้คือ 1900 จนถึง 1935 อันเป็นปีที่สเปนจะได้ก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมือง ปิกัสโซ “เปลี่ยน” (เธอใช้คำว่า empty ) จากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง
เรามักจะเคยได้ยินอยู่เสมอๆ ว่าปิกัสโซมียุคสีน้ำเงิน (blue) และสีชมพู (rose)
เกอร์ทรู๊ดเองก็ใช้สีในการแบ่งยุคสมัยชิ้นงานของปิกัสโซ แต่ยังใช้บริบทอื่นๆ เข้ามาประกอบด้วย เช่น ความเป็นสเปน ความเป็นอิตาเลี่ยน ความเป็นฝรั่งเศส
เธอกล่าวว่า ในช่วง 1900 ที่เขามาถึงปารีสใหม่ๆ (อายุ 19) ปิกัสโซตกอยู่ในอิทธิพลของ ตูลูส-โลเทรค (เข้าใจว่าสีสันบรรเจิดพราวพราย) ต่อเมื่อกลับไปสเปน สีช่วงนี้กลับกลายเป็นสีน้ำเงินและสีฟ้า (แบบสเปน) เมื่อกลับมาถึงปารีสอีกครั้งความสดใสของปารีสก็ยั่วยวนให้เข้ามาสู่ความสดใสของสีชมพู (และแดงเรื่อ) ที่มักจะเรียกกันว่า rose period (ยุคที่ 1) ต่อจากยุคนี้ปิกัสโซก็เป็นเช่นเดียวกับศิลปินในยุคนี้ที่สนใจงานศิลป์แบบ African แล้วคลี่คลายไปสู่ คิวบิสมฺ  เพราะศิลปะแบบอัฟริกันนั้นเต็มไปด้วยเส้นที่หักเหลี่ยมมุม (เกอร์ทรู๊ดรวมเอาว่า รูปเหมือนของเธอรูปที่ 1-1906-เป็นยุคที่ก้าวเข้าสู่ยุคที่ว่านี้) จากนั้นสีก็เริ่มเปลี่ยนเป็ เบจ แดง แล้วก็เขียว
ต่อไปจากนี้ ปิกัสโซยังพยายาม empty ความคุ้นเคยเดิมๆให้หลากหลายมากขึ้นไปอีก
ผมคิดว่า Guernica (1937) นั้นเป็นตัวอย่างที่สีของเขาลดทอนลงเหลือแค่ สีเทา สีเบจและสีดำ แต่ก็ยังมีโทนอื่นๆ ในบรรดาสีที่กล่าวถึงนี้อีกหลากหลายมาก

เมื่อพูดถึงภาพของปิกัสโซ หลายคนมักจะมีภาพประทับว่าจะต้องเป็นภาพแบบที่เรียกกันว่า แอ๊บสแตร็ก ซึ่งก็ไม่ผิดนัก เพราะงานของเขาคลี่คลายออกมาจากเหลี่ยมมุมของ ศิลปะแบบอัฟริกันมาเป็นคิวบิสมฺ (แต่จะว่าไปแล้วลองดูลายเส้นที่สนุกขบขันในรูปที่ 4 ดูสิครับ ว่าเขามีความหลากหลายเพียงใด)

งานศิลปะของศิลปินแต่ละคนก็มีซิกเนเจอร์ของแต่ละคนต่างๆกันไป เช่น เซอราต์มีภาพแบบ “จุดและแต้ม” (รูปที่ 8และ9 –ผมว่าภาพของแกแข็งๆขาดความเคลื่อนไหว) หรือ มาติสส์ อันนี้อาจซับซ้อนกว่าเพราะ มาติสส์ก็มียุคสมัยอีกมากมาย แต่ที่ผมชอบก็คือสีอันสดใสของ”โลกตะวันออก”ที่ มาร์ติสส์ไปเอากลับมาจาก มอรอกโก(รูปที่ 5/6และ7 ปลาทองในโหลนั้นเหมือนกับจุดสีสว่างๆบนพรมของโลกอาหรับ) อีกทั้งสีครามก็เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับยุโรป ในขณะที่ มอรอกโกนั้นมีเห็นอยู่ทั่วไป

แต่ภาพแอ๊บสแตร็กของปิกัสโซนั้นมักกวนใจเราเสมอว่าหมายความว่าอะไร
เกอร์ทรู๊ดอธิบายว่า ปิกัสโซนั้นมีสายตาเหมือนเด็กที่มองสิ่งต่างๆ
เด็กย่อมมองเห็นหน้าของแม่จากระยะที่ใกล้ประชิด เด็กไม่ได้เห็นหน้าแม่เต็มทั้งใบหน้าแต่เห็นทีละส่วน ความทรงจำจึงเป็นการรับรู้ได้เพียงเห็นบางส่วนของบุคคลและสิ่งต่างๆเท่านั้น
ภาพแบบแอ๊บสแตร็กจึงเป็นการมองเห็นส่วนต่างๆของสิ่งต่างๆ ที่จัดเป็นรูปทรงอย่างไรก็ได้ แต่เรารู้จัก และรับรู้สิ่งนั้น/หรือคนนั้นๆจากแต่ละส่วน(เหมือนเด็กเห็นหน้าแม่เพียงบางส่วนก็จดจำได้ )

ลองกลับมาดูภาพที่ 10 ครับ ภาพดั้งเดิมของ เวลัธเก็ธ กับภาพของปิกัสโซ
เราจำ ลาส เมนีนาสได้ดี สำหรับปิกัสโซแล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะวาด ลาส เมนีนาสอีก ก็มันมีอยู่แล้วนี่นา ลองวาดแบบอื่น ที่เมื่อเราเห็นแล้ว เราก็ระลึกนึกถึงลาส เมนีนาสทันทีน่าจะดีกว่า

หลักการอันนี้คงใช้ได้กับภาพคิวบิสต์และภาพแอ๊บสแตร็กของเขาได้ทั้งสิ้น

ก็นี่แหละครับหนังสือเล่มเล็กของเกอร์ทรู๊ดพูดถึงปิกัสโซ ซึ่งผมเห็นว่าช่วยผมได้มากทีเดียว
เธอจบหนังสือด้วยข้อความดังนี้
“Now this is the end of this story , not the end of his story,
but the end of this story of his story. ”
————————————————————————————
เกอร์ทรู๊ด สไตน์ ตายที่ปารีสและถูกฝังในสุสาน แปร์ลาแชส (Pere Lachaise )อันมีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ข้างๆหลุมของเธอฝังสหายร่วมชีวิต คือ Miss Alice Toklas สตรีอเมริกันคู่ทุกข์คู่ยาก และกล้าหาญเมื่อคำนึงถึงยุคสมัยของเธอทั้งสอง

ทั้งคู่ใช้หินปักบนหลุมศพด้านหน้าและด้านหลังร่วมกัน

ปกหนังสือชื่อ Picasso เขียนโดย Gertrude Stein ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี1938(ฉบับของ Dover ed.1984 )

ปกหนังสือชื่อ Picasso เขียนโดย Gertrude Stein ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี1938(ฉบับของ Dover ed.1984 )

ภาพของ เกอร์ทรู๊ดในห้องทำงานอันเป็นประวัติศาสตร์ของเธอ บนผนังเป็นรูป"เหมือน"ที่ปิกัสโซวาดเธอ ส่วนภาพเล็กถัดลงมาด้านล่างเป็นภาพ"เหมือน"ของปิกัสโซเอง(ไม่มีปีระบุว่าถ่ายเมื่อไร)

ภาพของ เกอร์ทรู๊ดในห้องทำงานอันเป็นประวัติศาสตร์ของเธอ บนผนังเป็นรูป”เหมือน”ที่ปิกัสโซวาดเธอ ส่วนภาพเล็กถัดลงมาด้านล่างเป็นภาพ”เหมือน”ของปิกัสโซเอง(ไม่มีปีระบุว่าถ่ายเมื่อไร)

ภาพถ่ายปิกัสโซ ไม่ระบุปีที่ถ่ายแต่ระบุชื่อผู้ถ่ายว่าเป็นฝีมือของ เซซิล เบทง(Cecil Beaton )เช่นเดียวกับภาพที่ 2

ภาพถ่ายปิกัสโซ ไม่ระบุปีที่ถ่ายแต่ระบุชื่อผู้ถ่ายว่าเป็นฝีมือของ เซซิล เบทง(Cecil Beaton )เช่นเดียวกับภาพที่ 2

ภาพลายเส้นของปิกัสโซล้อ เซเลบ

ภาพลายเส้นของปิกัสโซล้อ เซเลบ

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก"โลกตะวันออก"(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก”โลกตะวันออก”(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก"โลกตะวันออก"(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก”โลกตะวันออก”(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก"โลกตะวันออก"(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพของ Matisse ซึ่งมีสีสดใสจาก”โลกตะวันออก”(โดยเฉพาะจาก มอรอกโก)

ภาพ"จุดสี "ของ Seurat

ภาพ”จุดสี “ของ Seurat

ภาพ"จุดสี "ของ Seurat

ภาพ”จุดสี “ของ Seurat

ภาพ Las Meninas เปรียบเทียบกันระหว่างต้นฉบับของ เวลัธเก็ธและของปิกัสโซ

ภาพ Las Meninas เปรียบเทียบกันระหว่างต้นฉบับของ เวลัธเก็ธและของปิกัสโซ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เครื่องพิมพ์ Gutenberg

http://www.bbc.co.uk/programmes/b04k6sjj

วิทยุ BBC ช่องที่ 4 เขากระจายเสียงสารคดีเรื่องเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับ Guntenberg หรือบางทีก็เรียกว่าฉบับ “42 line” เพราะในแต่ละหน้านั้นมี 42 บรรทัด (แต่ไม่ตลอดทั้งเล่มนะครับ)

ไบเบิลฉบับนี้พิมพ์ขึ้นในปีประมาณทศวรรษที่ 1450 (เทียบกับระยะเวลาในประเทศสยาม ก็ตกอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ – ค.ศ. 1448 ถึง 1488) บีบีซีระบุว่ามีการตีพิมพ์ขึ้น 180 ฉบับ และยังหลงเหลืออยู่ในสมัยปัจจุบันนี้เพียง 48 ฉบับ ซึ่งบริติชมิวเซียมมีอยู่ถึง 2 ฉบับ

แน่นอนเมื่อพูดถึงพระคัมภีร์ไบเบิลนั้น เรื่องราวของพระศาสนาที่สำคัญที่สุดศาสนาหนึ่งในโลกก็คือศาสนาคริสต์ย่อมเป็นเรื่องหลักอย่างที่เราทราบๆ กัน และด้วยเหตุนี้ บทความทางวิทยุชิ้นนี้จึงโปรยหัวเรื่องว่า In the Beginning was the Printer

อย่างไรก็ดี บทความยาว 15 นาทีนี้ให้ความสำคัญไปที่กระบวนการเกิดขึ้นเป็นหนังสือ ซึ่งในตัวของมันก็มีแง่มุมที่น่าสนใจมาก

บีบีซีเห็นว่าอิทธิพลของหนังสือที่โยฮันส์ กุเตนเบอร์กพิมพ์ขึ้นนี้ได้สร้างอิทธิพลมหาศาลต่อ “หนังสือ” ในโลกสมัยต่อๆ มา ทั้งในแง่ของการออกแบบหนังสือ การกำหนดอักษร การโปรยหัวเรื่อง การจัดภาพประกอบ ฯลฯ แม้กระทั่งในสมัยของเรา หนังสือที่เรียกกันว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต่างไปจากหนังสือที่พิมพ์ขึ้นในมศวรรษ 1450 เป็นอย่างมาก แต่โดยโครงสร้างแล้ว เราก็ยังเป็น the children of Gutenberg อยู่ดี

เมืองกุเตนเบอร์กนั้นอยู่ในแคว้นไมนซ์ (Mainz) ซึ่งตั้งอยู่บนฟากฝั่งแม่น้ำไรน์ แม่น้ำสายที่สำคัญที่สุดสายหนึ่งของยุโรป ผมมักจะนึกถึงแม่น้ำที่สำคัญมากๆ อีกสองสายก็คือ ดานูบและ โรน

ดานูบยาวที่สุดคือ 2,872 กม. จากเยอรมนีที่แบล๊คฟอเรสต์ ไปลงที่ทะเลดำ ผ่านสี่เมืองหลวง และผ่าสิบประเทศ
โรนนั้นสั้นกว่าอีกสองแม่น้ำ แต่เชื่อมเขตภูเขาของสวิส ลงใต้ผ่านเมือง อาร์ลส์ของฝรั่งเศสลงเมดิเตอร์เรเนียน
ในขณะที่ไรน์ ยาว 1,230
กม. เชื่อมต่อสวิสแอลป์/สวิสออสเตรีย/สวิสเยอรมนี แล้วผ่าเยอรมนีไปออกทะเลเหนือที่ฮอลแลนด์ เส้นทางแม่น้ำสายนี้นี่แหละที่นำพาการค้าเชื่อมเยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์และลงใต้ต่อไปยังอิตาลี
เป็นเส้นทางที่นำสินค้าหลายชนิดเชื่อมต่อกัน แต่ที่สำคัญสำหรับเราตรงนี้ก็คือ กระดาษเนื้อดีจากอิตาลีมายังเมืองกุเตนเบอร์กในแคว้นไมนซ์

แต่เดิม ในโลกสมัยโบราณนั้นต้องอาศัยกระดาษเนื้อดี เหนียวทนทานทำมาจากเยื่อต้นกกสามเหลี่ยม-papyrus กระดาษนี้ถูกออกแบบให้ยาวออกไปตามแนวขวาง เวลาจะเก็บจึงต้องใช้วิธีม้วนให้เป็นขมวดอย่างที่ฝรั่งใช้คำว่า scroll เป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นใช้ในอียิปต์ และด้วยเหตุผลนี้กระมังที่ทำให้ห้องสมุดของพระนางคลีโอพัตราที่เมืองอเล็กซานเดรียจึงเป็นที่เลื่องลือของโลกโบราณ

ในขณะเดียวกัน วัสดุที่ใช้ขีดเขียนในยุโรปนั้นใช้หนังแกะและแพะ ที่ฟอกจะหนุ่นและรีดจนบาง และเขียนด้วยหมึกที่ทำจากเขม่าและเถ้าไม้ ละลายด้วยน้ำเป็นหลัก เทคนิคนี้อาจเกิดที่เมือง Pergamon (เมืองที่เป็น colony ของกรีซ อยู่ในตุรกีปัจจุบัน) และด้วยเหตุนี้ วัสดุที่ใช้ขีดเขียนนี้จึงเรียกว่า parchment การเก็บรักษาก็ใช้วิธีม้วนเป็น scroll เช่นกัน/
พารชเมนท์ใช้กันมาเกือบตลอดสมัยกลาง

กระดาษเนื้อดีจากอิตาลีนั้นน่าจะเป็นเทคโนโลยี่ของพวกมุสลิม ซึ่งค้าขายกับอิตาลี (กระดาษของจีนเป็นอีกสกุลหนึ่ง ทำจากเยื่อของต้นไม้และเศษผ้า เขียนด้วยหมึกที่ทำจากเขม่าไม้ซึ่งละลายด้วยน้ำ)

โยฮันส์ กุเตนเบอร์กสร้างเครื่องพิมพ์ของเขา โดยอาศัยรูปแบบของบล็อกแบบเดิม หากแต่เขาเปลี่ยนจากการแกะบล็อกแบบพิมพ์มาเป็นบล็อกโลหะหลอมเป็นตัวอักษรแต่ละตัว หากเมื่อเรียงอักษรผิดเขาก็สามารถหยิบตัวที่เรียงผิดออกทีละตัวแล้วใส่ตัวที่ถูกต้องเข้าไปแทน วิธีนี้จึงแก้ปัญหาของการต้องแกะบล็อกไม้ใหม่อยู่เรื่อยๆ เมื่อเกิดความผิดพลาด

ด้วยหมึกที่พัฒนาขึ้นใหม่มีความเหนียวข้นกว่าหมึกที่เขียนด้วยปากกาแบบเดิม ด้วยกระดาษเหนียวที่บาง และด้วยแผ่นกดทับ (กระดาษลงบนแท่นพิมพ์) ที่สามารถหมุนสกรูว์กดลงด้วยน้ำหนักเท่ากันตลอดทั้งหน้ากระดาษ กระดาษแต่ละแผ่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือหากจะนำมันไปเข้าเล่มโดยการเย็บเข้าด้วยกันในภายหลัง ปกหนังเดินทองหรือดุนลายนั้นจะเกิดขึ้นภายหลังและเมืองที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือเมืองเฟส (ของโมรอกโกปัจจุบัน)

เครื่องพิมพ์แบบกุเตนเบอร์กได้ทำให้การผลิตพระคัมภีร์ ได้แม่นยำ รวดเร็วขึ้น และถูกลง

นอกจากพระวจนะของพระเจ้าจะแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางแล้ว เรื่องราวอันเป็นผลิตผลทางความคิดของมุษย์ในเรื่องต่างๆ ก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วไปด้วย

คลิปที่แนบมาเป็น คลิปจากวิทยุ BBC ความยาว 15 นาทีครับ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | ใส่ความเห็น