<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>songyote's</title>
	<atom:link href="http://songyote.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://songyote.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 00:39:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='songyote.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://0.gravatar.com/blavatar/0111bdc6ce8a1f2771be802433bc5261?s=96&#038;d=http%3A%2F%2Fs2.wp.com%2Fi%2Fbuttonw-com.png</url>
		<title>songyote's</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://songyote.wordpress.com/osd.xml" title="songyote&#039;s" />
	<atom:link rel='hub' href='http://songyote.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ลิสบอน สตอรี่ (Lisbon Story)</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2012/02/08/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-lisbon-story/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2012/02/08/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-lisbon-story/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 00:39:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[discussion - movies]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=344</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อนึกถึงกระบวนการสร้างขึ้นเป็นความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนใดคนหนึ่ง หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแล้วก็น่าประหลาดใจ  กระบวนการเหล่านี้ก่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้เวลานานสักเท่าไร และจะเป็นแปลงอย่างไรต่อไป ทำไมไม้กางเขนที่ตรึงมหาบุรุษท่านหนึ่งจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวท่านสืบต่อกันมาและกลายเป็นพลังอันดึงดูดความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมาย ทำไมก้อนหินดำและอาคารรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการคำนับกราบวันละห้าครั้งเป็นอย่างน้อยของคนจำนวนเป็นร้อยๆ ล้านคนทั่วโลก ทำไมหอไอเฟลซึ่งเกิดมาจากการประกาศศักดาของยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมและเหล็กกล้าอันเป็นผลพวงที่โยงใยย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติใหม่ในปี 1789 (เพราะหอไอเฟลตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปีของเหตุการณ์นี้)  แต่ต่อมาจะได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปารีส แล้วท้ายที่สุดของประเทศฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป ทำไมผืนผ้าที่ทำขึ้นด้วยแถบสี (ส่วนใหญ่มีสามสีคือน้ำเงิน ขาวและแดง อันเรียกว่า Tricolor หรือไตรรงค์) จึงสามารถกลายเป็นวัตถุแห่งความเชื่อและศรัทธา ปลอบประโลมและปลุกเร้าคนนับจำนวนแสนจำนวนล้าน แม้กระทั่งเดินไปสู่ความตายได้ ทำไมอาหารแสนประหยัดที่เกิดขึ้นในภาวะฝืดเคืองของสงครามโลกอย่างก๋วยเตี๋ยวผัดไทยและพาหนะเสี่ยงตายที่สุดของคนยากคนจนอย่างรถตุ๊กตุ๊กจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นไทย” ได้ ทั้งหมดนี้และยังมีอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงย่อมมีคำอธิบายแน่ๆ หากแต่คงจะไม่มีอะไรที่สามารถตอบได้อย่างง่ายๆ หรือสั้นๆ ได้ ในทางกลับกันหากมีใครตั้งโจทย์ว่าให้หานิยามว่าเมืองไทยคืออะไร เราคงจะต้องพยายามคลำหาว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เครื่องแต่งตัว ภาษาและอาหารการกิน ซึ่งในแต่ละเรื่องก็ล้วนแล้วแต่จะต้องหานิยามเฉพาะต่อเป็นเรื่องๆ ไป หนังเรื่องลิสบอน &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2012/02/08/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-lisbon-story/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=344&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><span style="color:#003300;">เมื่อนึกถึงกระบวนการสร้างขึ้นเป็นความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนใดคนหนึ่ง หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแล้วก็น่าประหลาดใจ  กระบวนการเหล่านี้ก่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้เวลานานสักเท่าไร และจะเป็นแปลงอย่างไรต่อไป</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทำไมไม้กางเขนที่ตรึงมหาบุรุษท่านหนึ่งจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวท่านสืบต่อกันมาและกลายเป็นพลังอันดึงดูดความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมาย</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทำไมก้อนหินดำและอาคารรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการคำนับกราบวันละห้าครั้งเป็นอย่างน้อยของคนจำนวนเป็นร้อยๆ ล้านคนทั่วโลก</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทำไมหอไอเฟลซึ่งเกิดมาจากการประกาศศักดาของยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมและเหล็กกล้าอันเป็นผลพวงที่โยงใยย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติใหม่ในปี 1789 (เพราะหอไอเฟลตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปีของเหตุการณ์นี้)  แต่ต่อมาจะได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปารีส แล้วท้ายที่สุดของประเทศฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทำไมผืนผ้าที่ทำขึ้นด้วยแถบสี (ส่วนใหญ่มีสามสีคือน้ำเงิน ขาวและแดง อันเรียกว่า Tricolor หรือไตรรงค์) จึงสามารถกลายเป็นวัตถุแห่งความเชื่อและศรัทธา ปลอบประโลมและปลุกเร้าคนนับจำนวนแสนจำนวนล้าน แม้กระทั่งเดินไปสู่ความตายได้</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทำไมอาหารแสนประหยัดที่เกิดขึ้นในภาวะฝืดเคืองของสงครามโลกอย่างก๋วยเตี๋ยวผัดไทยและพาหนะเสี่ยงตายที่สุดของคนยากคนจนอย่างรถตุ๊กตุ๊กจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นไทย” ได้</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ทั้งหมดนี้และยังมีอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงย่อมมีคำอธิบายแน่ๆ หากแต่คงจะไม่มีอะไรที่สามารถตอบได้อย่างง่ายๆ หรือสั้นๆ ได้</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ในทางกลับกันหากมีใครตั้งโจทย์ว่าให้หานิยามว่าเมืองไทยคืออะไร เราคงจะต้องพยายามคลำหาว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เครื่องแต่งตัว ภาษาและอาหารการกิน ซึ่งในแต่ละเรื่องก็ล้วนแล้วแต่จะต้องหานิยามเฉพาะต่อเป็นเรื่องๆ ไป</span></p>
<p><span style="color:#003300;">หนังเรื่องลิสบอน สตอรี่นี้เกิดจากโจทย์ที่วิม เวนเดอร์สได้รับคำขอให้ทำหนังที่จะบอกความเป็นปอร์ตุเกสโดยผ่านเมืองลิสบอน  หนังที่ควรจะเป็นสารคดีปรกติจึงกลายเป็นหนังเรื่องที่มีความเป็นลิสบอนและปอร์ตุเกาสที่งดงาม อ่อนหวานและขบขัน และที่สุดในขณะเดียวกับที่เสนอประเด็นความคิดเชิงปรัชญาตามแนวที่วิม เวนเดอร์สได้เคยเสนอมาในหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา ดังเช่นในเรื่องวิงค์ส ออฟ ดีซายร์ (Wings of Desire – 1987), อันทิล ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ (Until the End of the World – 1991), ฟาร์อะเวย์, โซโคลส (Faraway, So Close – 1993) และโตเกียว-ก๊ะ (Tokyo-Ga -1985)</span></p>
<p><span style="color:#003300;">โครงเรื่องของหนังสารคดีที่มีความเป็นหนังเรื่องนี้เริ่มจากจมหมายของฟรีดิช มอนโรถูกส่งมาจากลิสบอนเพื่อขอให้ฟิลลิป วินเทอร์ผู้กำกับเสียงของภาพยนตร์เดินทางมาช่วยทำเสียงให้กับหนังของเขาในลิสบอน  ฟิลลิปขับรถเก่าบุโรทั่งจากเยอรมันไปยังลิสบอนเพื่อที่จะได้พบว่าฟรีดิชหรือฟริทซ์หายตัวไปอย่างลึกลับโดยทิ้งฟิล์มหนังที่ถ่ายครึ่งๆ กลางๆ เอาไว้  ฟิลลิปจึงตระเวนไปทั่วทั้งลิสบอนเพื่อตามหาเพื่อนของเขา</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ฟิลลิปได้พบกับเด็กหลายคนที่เอาแต่ถ่ายเทปความเคลื่อนไหวของตัวเขาและอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในเลนส์แบบกลไกเชิงปฏิกิริยา  เขาได้พบกับคณะนักร้องเพลงฟาดู (Fado) ที่ชื่อว่าเมเดรดีอุส (Madreddeus)  ในระหว่างที่เขาตามหาฟริทซ์ เขาก็เริ่มต้นบันทึกเสียงต่างๆ ที่ได้ยินรอบๆ ตัว  เสียงตะโกนของชาวบ้าน เสียงเด็กเล่น เสียงของรถรางที่แล่นขึ้นลงตามเนินของเมืองลิสบอน เสียงนกพิราบกระหยับปีกในย่านบัยซ่า เสียงแม่บ้านคุยกันในเขตอัลฟาม่าอันเป็นส่วนเก่าของเมืองลิสบอน เสียงหวูดเรือเดินสมุทรที่เคลื่อนตัวไปในกระแสแม่น้ำเตจู เสียงระฆังโบสถ์และเสียงลมที่พัดพาผ่านเข้ามาในเมือง จวบจนท้ายสุดของการตามหา เขาจึงได้พบกับฟริทซ์ผู้ซึ่งล้มเลิกความตั้งใจในการทำหนังตามกรอบคิดแบบเก่า โดยแสวงหาวิถีทางทำหนังที่สามารถจะบันทึกความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นไปโดยปราศจากความมีอคติของผู้กำกับและมุมมองของตากล้อง ฟริทซ์จึงอาศัยมือของเด็กๆ ทำการบันทึกภาพต่างๆ อย่างชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่า “ไม่เลือกหน้า” หรือแม้กระทั่งเอากล้องถ่ายหนังติดไว้กับแผ่นหลังของตัวเอง อันเป็นความพยายามที่จะลดความลำเอียงของผู้ถ่ายหนังดังที่กล่าวมาแล้ว</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ผู้กำกับวิม เวนเดอร์สได้เสนอสาระสำคัญ 2 ประการเข้าไว้ในหนังเรื่องนี้ของเขา ก็คือสาระที่เกี่ยวกับความเป็นลิสบอน และสาระประการที่สองคือบทบาทของภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นสื่อที่ทำหน้าที่บันทึกข้อเท็จจริงและนำไปสู่ความเป็นจริงในท้ายที่สุด</span></p>
<p><span style="color:#003300;">ต่อสาระประการแรกนั้น วิมเสนอภาพของปอร์ตุเกสอย่างขบขันเสียดเย้ยและรักใคร่ โดยการเปิดเรื่องให้ฟิลลิปขับรถผ่านเมืองของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเยอรมนี ลงใต้ผ่านฝรั่งเศส เข้าสเปนแล้วจึงเข้าปอร์ตุเกสจากด้านทิศตะวันออก  ท้องฟ้าอันสดใสเหนือทุ่งของปอร์ตุเกสทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์มากกว่าอากาศที่ขมุกขมัวของเมืองอุตสาหกรรมใหญ่น้อยของยุโรปกลางต่างๆ ที่ผ่านมาตามรายทาง  ด่านร้างที่ปราศจากผู้คนเพราะการรวมตัวของนานาประเทศเข้าเป็นสหภาพยุโรปทำให้ด่านผ่านแดนเข้าปอร์ตุเกสหมดความหมายลงไปด้วย  หรือคิดในมุมกลับก็คือด่านข้ามแดนหรือพรมแดนเคยมีประโยชน์อย่างไรกับมนุษย์หรือไม่ และทำไมต้องมีด่านเหล่านี้</span></p>
<p><span style="color:#003300;">สภาพถนนขึ้นๆ ลงๆ ของเมืองลิสบอนที่ตั้งขึ้นตามคติโรมันโบราณที่จะตั้งเมืองอยู่บนเนินเจ็ดลูกตามแบบกรุงโรม รถรางแบบเก่าจึงเป็นพาหนะอันสะดวกแก่ภูมิประเทศแบบลิสบอนและกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ไป</span></p>
<p><span style="color:#003300;">วิมไม่เลือกสัญลักษณ์ที่คนทั่วๆ ไปนึกถึงลิสบอนหรือปอร์ตุเกสอย่างเช่น สามเณราลัยเซนต์ เจอโรม (มอสตีโร ดอส เฮโรนีโมส)  ป้อมเบเลง (Belém – ซึ่งคลี่คลายมาจากคำว่าเยรูซาเล็ม) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ  ปราสาทเซนต์ยอร์จ การัม (Garum) หรือน้ำปลาซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่ปอร์ตุเกสส่งไปยังกรุงโรมสมัยโบราณ หรือแม้กระทั่งขนมทาร์ตไข่ (ปาสเตล เดอ นาตา – pastel de nata) อันมีชื่อเสียงของร้านคาซ่า ปาสตีส์ เดอ เบเลง (Casa Pasteis de Belém) ซึ่งกินกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบเก้าแล้วแพร่หลายกันตั้งแต่มาเก๊าจนถึงกรุงเทพฯ  แต่วิมเลือกเอาอัลฟาม่า (Alfama) ย่านเก่าของเมืองลิสบอนที่เหลือรอดมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1755 ซึ่งถล่มเมืองลิสบอนเก่าจนราพณาสูร  ให้อัลฟาม่าเป็นตัวแทนของลิสบอน เสียงเล็กเสียงน้อยตั้งแต่เสียงรถราง เสียงเด็กหัวร่อหยอกล้อ เสียงตะโกนของชาวบ้านร้านถิ่น เสียงนกกระหยับปีก และที่สำคัญคือเสียงของเพลงฟาดูที่โหยหาอาลัยซึ่งเกิดขึ้นในย่านอัลฟาม่านี้ตั้งแต่ประมาณทศวรรษของปี 1820 (ก่อนศตวรรษหลังการสูญสิ้นไปของลิสบอนเก่า)  เพลงฟาดู (แปลว่า ชะตากรรม) นั้นค่อยๆ แพร่หลายแล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกส  และเพื่อให้เห็นว่าฟาดูยังเดินเคียงคู่กับปอร์ตุเกาสปัจจุบัน วิมจึงเลือกเอาวงมาเดรเดอุสอันเป็นวงของคนหนุ่มสาวแทนที่จะใช้เสียงของนักขับฟาดูซึ่งเป็นพ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าอย่างอมาเลีย โรดริกส์ (Amalia Rodriques), คาร์ลูส ดู คาร์มู (Carlos do Carmo) ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตและขาดพลังอันกระฉับกระเฉง</span></p>
<p><span style="color:#003300;">สัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกสอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้กำกับหนังที่ชื่อมานูเอล เดอ โอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) ซึ่งเป็นที่นิยมและรู้จักกันทั่วไปในโลกของภาพยนตร์ในฐานะที่สร้างหนังที่มีสาระลึกซึ้ง และในฐานะที่เป็นผู้กำกับหนังซึ่งมีอายุมากที่สุด  เขาเกิดที่เมืองโอปอร์ตู (Oporto) ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 1908 (สองปีก่อนรัชกาลที่ 5 สวรรคต)</span></p>
<p><span style="color:#003300;">มานูเอลปรากฏตัวและมีบทพูดในหนังเรื่องนี้ และเป็นสาระอีกประการหนึ่งของหนังเรื่องนี้  มานูเอลมีทัศนะต่อมนุษย์ในฐานะของฝุ่นผงคลีแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต  สิ่งที่หนังบันทึกเอาไว้จึงเป็นเพียงกรอบเล็กๆ ของเลนส์กล้องถ่ายหนังที่ถูกคัดสรรด้วยสายตาของผู้ถ่ายหนัง ความเป็นจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้จึงเป็นความเป็นจริงที่ถูกลดทอนลงโดยเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงความทรงจำ (memory) ที่ถูกคัดสรร  ประเด็นนี้จึงอาจย้อนกลับสู่จุดกำเนิดของภาพยนตร์เมื่อตอนปลายของศตวรรษที่สิบเก้าในฐานะของสื่อชนิดใหม่ที่ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปของมนุษยชาติ หนังเรื่องแรกของโลกที่เราได้ดูกันเป็นหนังความยาวประมาณหนึ่งนาทีด้วยฝีมือของพี่น้องลูมีแยร์ (Lumiere) สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังซึ่งมีทั้งหมดสามเวอร์ชั่นนี้ เป็นภาพของกรรมกรโรงงานของลูมีแยร์เอง  กรรมกรกรูกันออกจากโรงงานเพื่อจะกลับบ้าน แน่ละหลายคนพึงพอใจที่บอกว่านี่คือความเป็นจริงเกี่ยวกับกรรมกรที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เราเห็นรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว การทำผมเผ้า ข้าวของที่หิ้วติดตัว สุนัข รถจักรยาน รถม้าของชนชั้นแรงงานเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และที่สำคัญคือ กรรมกรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง  แต่ข้อถกเถียงยังคงมีต่อไปว่าความเป็นจริงของกรรมกรเหล่านี้ล้วนถูกคัดสรรจากมุมมองของตากล้องซึ่งเป็นข้อถกเถียงเดียวกับที่ฟริทซ์เสนอเอาไว้ในหนังเรื่องลิสบอน สตอรี่  และนี่ก็เป็นการเตือนคนดูด้วยปากของวิม เวนเดอร์สเองว่าแม้หนังเรื่องนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่องของลิสบอน ปอร์ตุเกส แต่ก็เป็นเพียงความจริงบางส่วนที่ผ่านสายตาของเขาเท่านั้น</span></p>
<p><span style="color:#333399;">****************************************************</span></p>
</div>
<p><span style="color:#333399;"><strong><span style="text-decoration:underline;">วิม เวนเดอรส์ </span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;">(Wim Wenders)</span></strong></span><span style="color:#666699;"> ชื่อเดิมคือ Ernst Wilhelm Wenders เป็นชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1945 มีพื้นทางการศึกษาด้านการแพทย์และปรัชญา  มีผลงานกำกับมาแล้ว 53 เรื่อง เช่น Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), The American Friend (1977), The State of Things (1982), Paris, Texas (1984), Tokyo-Ga (1985) ถือเป็นหนังไหว้ครู Jasujiro Ozu, Wings of Desire (1987), Until the End of the World (1991), Faraway, So Close (1993), Lisbon Story (1994), Beyond the Clouds (1995), Million Dollar Hotel (2000) และเรื่องล่าสุดของเขาคือ Mundo Invisivel (2011)</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/344/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/344/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=344&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2012/02/08/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-lisbon-story/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทอล์คกิ้ง พิคเจอร์ (Talking Picture)</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2012/02/07/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-talking-picture/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2012/02/07/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-talking-picture/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 00:48:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[discussion - movies]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[ครูสอนประวัติศาสตร์พาลูกสาวเดินทางโดยเรือเดินสมุทรเพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขับเครื่องบินไปลงที่บอมเบย์ประเทศอินเดีย เรือเดินสมุทรออกเดินทางจากลิสบัว เมืองหลวงของประเทศปอร์ตุเกสซึ่งตั้งอยู่บนปากแม่น้ำเตจู (Tajo) แม่น้ำสายยาวที่สุดของคาบสมุทรไอบีเรีย (1,038 กิโลเมตร) มีกำเนิดจากตอนกลางของประเทศสเปนและมีชื่อว่าตากุส (Tagus) ในภาษาละติน และเตโฮ (Tajo) ในภาษาสเปน ผ่านเมืองสำคัญมากมายจนไหลมาออกมหาสมุทรแอตแลนติคที่ลิสบัว ลิสบัวจึงเป็นเมืองที่มีความเหมาะสมแก่การค้าพาณิชย์ทางทะเลเป็นอย่างยิ่ง เพราะปากน้ำมี ร่องน้ำลึกพอสำหรับเรือใหญ่ และยังสามารถเดินเรือขนาดกลางและเล็กทวนกระแสน้ำ ลึกเข้าไปยังส่วนต่างๆ ของคาบสมุทรไอบีเรียได้ เรือพาตัวละครหลักของเรื่องออกสู่ห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ เมืองลิสบัวคือโบสถ์เฮียโรนิโมส (Hieronemos) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Monument of Discovery) และหอคอยเบเลง (Torre de Belém) อันเป็นเส้นทางและสถานที่ที่บรรดานักเดินเรือส่วนใหญ่ของปอร์ตุเกสออกเดินเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 500 ปีที่แล้ว (ยกเว้นอนุสาวรีย์ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง) จนกระทั่งเข้ายึดกุมเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญคือเส้นทางปอร์ตุเกส-อินเดีย ลูกสาวตัวน้อยกระหายที่จะเรียนรู้ แม่ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ก็กระหายที่จะเล่าเรื่องราว &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2012/02/07/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-talking-picture/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=338&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#333399;">ครูสอนประวัติศาสตร์พาลูกสาวเดินทางโดยเรือเดินสมุทรเพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขับเครื่องบินไปลงที่บอมเบย์ประเทศอินเดีย เรือเดินสมุทรออกเดินทางจากลิสบัว เมืองหลวงของประเทศปอร์ตุเกสซึ่งตั้งอยู่บนปากแม่น้ำเตจู (Tajo) แม่น้ำสายยาวที่สุดของคาบสมุทรไอบีเรีย (1,038 กิโลเมตร) มีกำเนิดจากตอนกลางของประเทศสเปนและมีชื่อว่าตากุส (Tagus) ในภาษาละติน และเตโฮ (Tajo) ในภาษาสเปน ผ่านเมืองสำคัญมากมายจนไหลมาออกมหาสมุทรแอตแลนติคที่ลิสบัว ลิสบัวจึงเป็นเมืองที่มีความเหมาะสมแก่การค้าพาณิชย์ทางทะเลเป็นอย่างยิ่ง เพราะปากน้ำมี ร่องน้ำลึกพอสำหรับเรือใหญ่ และยังสามารถเดินเรือขนาดกลางและเล็กทวนกระแสน้ำ ลึกเข้าไปยังส่วนต่างๆ ของคาบสมุทรไอบีเรียได้ </span></p>
<p><span style="color:#333399;">เรือพาตัวละครหลักของเรื่องออกสู่ห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ เมืองลิสบัวคือโบสถ์เฮียโรนิโมส (Hieronemos) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Monument of Discovery) และหอคอยเบเลง (Torre de Belém) อันเป็นเส้นทางและสถานที่ที่บรรดานักเดินเรือส่วนใหญ่ของปอร์ตุเกสออกเดินเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 500 ปีที่แล้ว (ยกเว้นอนุสาวรีย์ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง) จนกระทั่งเข้ายึดกุมเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญคือเส้นทางปอร์ตุเกส-อินเดีย </span></p>
<p><span style="color:#333399;">ลูกสาวตัวน้อยกระหายที่จะเรียนรู้ แม่ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ก็กระหายที่จะเล่าเรื่องราว การเดินทางของสองแม่ลูกจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ตามรายทางจากปอร์ตุเกสผ่านยุโรปใต้คือมาร์แซยส์ เนเปิ้ล เอเธนส์ อิสตันบูล ไคโร เข้าสู่คลองสุเอซเพื่อไปสู่น่านน้ำของห้วงสมุทรอินเดีย </span></p>
<p><span style="color:#333399;">แม้จะเป็นการเดินเรือเช่นกันกับพวกกะลาสี นักเสี่ยงโชค พ่อค้า ทหารและนักบวชเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว และมีปลายทางอยู่ที่อินเดียเหมือนกัน หากแต่เส้นทางเมื่อห้าร้อยปีที่แล้วต้องลัดเลาะลงใต้ เกาะชายทวีปอาฟริกาจนถึงแหลมกู๊ดโฮ้ปแล้วจึงอาศัยแรงลมพัดพาตัดเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ทั้งนี้ เป็นเพราะขณะนั้นยังไม่มีคลองสุเอซที่เชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดงซึ่งเพิ่งมาขุดกันเมื่อปี 1859 แล้วเปิดใช้ในปี 1869 ในสมัยของซาอิด ปาชาผู้ปกครองภายใต้อาณาจักรออตโตมัน ท่านมีอำนาจเหนืออียิปต์และซูดานในขณะนั้น อีกเหตุผลที่เดินเรืออ้อมแหลมก็เพราะหากเดินทางข้ามแดนอำนาจของออตโตมันและเจ้าอาหรับ-มุสลิมทั้งหลายเพื่อไปเอาสินค้าจากอินเดีย (โดยเฉพาะพริกไทยดำ เครื่องเทศ แพรไหม และอัญมณี) ก็ย่อมจะถูกเก็บภาษีผ่านแดนอยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นก็สู้ซื้อสินค้าจากพ่อค้าอาหรับเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องลงทุนในการเดินเรือใดๆ </span></p>
<p><span style="color:#333399;">การเดินทางของสองแม่ลูกไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการค้า การทหารและเผยแผ่ศาสนาเหมือนอย่างในอดีต แต่เป็นการเดินทางของปัญญาและความรู้ </span></p>
<p><span style="color:#333399;">มาร์แซยส์บอกเล่าเรื่องราวของการเป็นเมืองเก่าแก่ของพวกฟินิเชีย นักเดินเรือซึ่งค้าขายตลอดทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การค้าของคนกลุ่มนี้ได้แก่ เหล้าองุ่น น้ำมันมะกอก เครื่องปั้นดินเผา สินแร่-โลหะและของป่า สถานีของสินค้าเหล่านี้จึงกลายเป็นการวางโครงสร้างของการเชื่อมต่อเส้นทางการค้าในคาบสมุทรนี้มาแต่อดีต เหล้าองุ่น น้ำมันมะกอกจากปอร์ตุเกส สเปนและอิตาลี เครื่องปั้นดินเผาจากตอนใต้ของอิตาลีและกรีซ สินแร่-โลหะจากกรีซ ตุรกี อียิปต์ มอรอคโด ของป่าจากอาฟริกาทางตอนเหนือทั้งหมด ประชาชาติพ่อค้าอย่างฟินิเชียจึงพัมนาภาษาเขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในการค้า จนกลายมาเป็นอักขระ 22 ตัว ซึ่งกรีซจะได้รับไปต่อยอดแล้วกลายมาเป็นรากฐานของภาษาในยุโรปทั้งหมด </span></p>
<p><span style="color:#333399;">ภูเขาไฟวิสุเวียสเป็นภูมิทัศน์หลักเมืองเนเปิ้ลซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญสองเมืองในสมัยโรมัน นั่นก็คือเมืองปอมเปอิ และเฮอร์คิวลานิอุม การระเบิดของภูเขาไฟลูกนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ได้ส่งเถ้าถ่านและหินละลายกลบทับทั้ง ปอมเปอิและเฮอร์คิวลานิอุมจนสูญหายไป เช่นเดียวกับเมืองกรีก โรมันทั้งหลายที่ถูกกดทับซ้อนด้วยเมืองรุ่นหลัง เรื่องราวของกรีก โรมันจึงเป็นเพียงเรื่องเล่า นิทาน ตำนาน และประวัติศาสตร์ตัวเขียนซึ่งขาดพยานวัตถุที่ชัดแจ้งสมบูรณ์ </span></p>
<p><span style="color:#333399;">การขุดค้นทางโบราณคดีทั่วโลกในศตวรรษที่ 18 และ 19 จึงถูกเรียกว่าชุดการ “ค้นพบใหม่” นับตั้งแต่การ ขุดค้นเมืองเมมฟิสในอียิปต์ (1820) ครีต (1878) เมืองนิเนเวห์ (1841) และเมืองอูร์ในอิรัก (1853) ไมซีเนในกรีซ (1841) เมืองทรอยในตุรกี (1865) และปอมเปอิกับเฮอร์คิวลานิอุมในอิตาลี (1749) โดยเฉพาะสองเมืองหลังนั้นเมื่อรื้อเอาเถ้าและลาวาภูเขาไฟ (หนา 20-25 เมตร) ออก ร่องรอยของบ้านเมือง ถนนหนทาง ภาพวาดทำให้เรื่องราวสมัยโรมันมีพยานวัตถุยืนยันเรื่องเล่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ตัวเขียนจึงมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างแจ่มชัด </span></p>
<p><span style="color:#333399;">พระออร์โธดอกซ์ที่สองแม่ลูกพบและสนทนาด้วยตรงหน้ามหาวิหารพาร์เธนอนใจกลางกรุงเอเธนส์ ได้เล่าถึงตำนานการแข่งขันกันเป็นผู้บริบาลเมืองระหว่างเทพโพไซดอนแห่งห้วงมหาสมุทรกับเทพีอเธนา เทพีแห่งปัญญาและสงคราม เมืองนี้รับเอาเทพีเป็นผู้บริบาลดังที่ชื่อของเมืองสื่อความหมายนี้ต่อมา และได้ตั้งรูปเคารพขนาดมหึมาเอาไว้ 2 องค์ อยู่ตรงกลางลานและในเทวสถานพาร์เธนอนซึ่งทั้งสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่ พระได้พาเดินต่อไปยังอัฒจันทร์ (แปลว่าครึ่งวงพระจันทร์) สถานที่สำหรับการละครและการแสดงซึ่งเป็นชีวิตจิตใจของคนกรีกโบราณ ท้ายสุดท่านยังให้คำอธิบายถึงแนวคิดตรีเอกภาพตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ก่อนจากลากัน เป็นอันว่าในเวลาสั้นๆ สองแม่ลูก (และเรา) ได้ทราบเรื่องราวของความรุ่งโรจน์ของกรีซในอดีต และความเป็นไปของกรีซในปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="color:#333399;">ฮะเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) หรือซังตา โซเฟีย (Sancta Sophia) ในภาษาละติน หรืออะยาโซฟิยา (Ayasofya) ในภาษาตุรกี ซึ่งแปลว่าปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 4 มีฐานะเป็นศูนย์กลางแห่งคริสต์ ออร์โธดอกซ์ เคยเป็นวิหารโรมันคาธอลิกระยะสั้นๆ ในสมัยครูเสด แล้วกลายมาเป็นสุเหร่าของอาณาจักรออตโตมัน จนเมื่อมาถึงสมัยสาธารณรัฐก็กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของตุรกีในปัจจุบัน สถานที่เพียงแห่งเดียวก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของตุรกี ตลอดกว่าหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีให้กับเด็กน้อยผู้กระหายในความรู้สืบต่อจากเรื่องราวที่เธอทราบมาจากเอเธนส์ </span></p>
<p><span style="color:#333399;">ครูและแม่ได้พาลูกศิษย์และบุตรสาวนั่งชมทัศนียภาพของมหาปิรามิดกับสฟิงค์ ร่องรอยของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำบลกิเซห์ กรุงไคโรประเทศอียิปต์ สถาปัตยกรรมแห่งนี้สร้างความพิศวงให้กับมนุษยชาติตลอดมานับแต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,560 ปีก่อนสมัยของพระเยซู เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ตเข้าพิชิตอียิปต์เมื่อปี 1798 เพียงเก้าปีหลังจากการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสซึ่งสร้างผลสะเทือนให้กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วโลก แม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน นโปเลียนได้กล่าวปลุกใจทหารของตนให้ทำการรบต่อหน้าประวัติศาสตร์กว่าสี่พันปี (“Forward! Remember that from those monuments yonder forty centuries look down upon you.”) ได้รับชัยชนะใน “ศึกมหาปิรามิด” นี้ ทิ้งซากศพของทหารทั้งของตนและของพวกมัมลู้กเกลื่อนกล่นมากมาย แม่ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกลูกและเราว่าทำไมประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของมนุษย์ตามรายทางจึงร่วงโรยล่มสลายลงไป ที่เหลือของหนังนั้นมานูเอล เดอ โอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) ผู้กำกับได้ใส่ตัวละครที่แปลกประหลาดเป็นสตรีสาว สวย และมีชื่อเสียงสามคนขึ้นเรือมาจากมาร์แซยส์ เนเปิ้ล และเอเธนส์ บทสนทนาของเธอทั้งสามซึ่งพูดต่างภาษากันคือฝรั่งเศส อิตาเลียนและกรีก สนทนากันถึงชีวิต ความงาม ความสำเร็จ ความโดดเดี่ยว การมีบุตรและอื่นๆ อันเป็นเรื่องปรกติที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติภาษาพูดคุยและเผชิญกัน เราไม่ทราบว่าเธอทั้งสามคือใคร หรือว่าผู้กำกับอยากจะบอกกับเราว่าชีวิตของมนุษย์ผู้ซึ่งบันดาลให้เกิดความรุ่งโรจน์ ทิ้งร่องรอยเป็นสถาปัตยกรรมและภาษา วัฒนธรรม อารยธรรมต่างๆ อันน่าพิศวงนั้น ล่วนแต่เกิดมาจากการกระทำและไม่กระทำ กิริยาและปฏิกิริยาของความงามสง่าทั้งสามหรือที่ฝรั่งอังกฤษเรียกว่า ทรีเกรซเซส (Three Graces) อันได้แก่ความมีเสน่ห์ (charm) ความงาม (beauty) และความสรรค์สร้าง (creativity) คุณสมบัติทั้งสามประการอันควบคู่มากับด้านที่ตรงกันข้ามของมันได้ก่อให้เกิดและทำลายล้างในทุกที่ ทุกหนแห่งและตลอดกาลเวลา ดังได้ทำลายล้างแม่ (ความรู้และประวัติศาสตร์) และลูก (ความเยาว์วัย ความไร้เดียงสา ความกระหายรู้ และความหวังแห่งมนุษยชาติ) ในตอนจบของเรื่องเสียงเพลงกรีกที่ร้องขึ้นว่า “&#8230;เมื่อลมหนาวจากทิศเหนือพัดมา ก็ปลิดผลและใบของต้นส้มร่วงหล่นลงกับ พื้น&#8230;” อ้อยอิ่งอยู่ในโสตประสาทของคนดู</span></p>
<p><span style="color:#333399;">*******************************</span></p>
<p><span style="color:#666699;"><span style="color:#333333;"><strong><span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="text-decoration:underline;">มานู</span></strong></span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="text-decoration:underline;">เ</span></strong></span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;"><strong><span style="text-decoration:underline;">อ</span></strong></span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;">ล</span></strong><strong></strong><strong><span style="text-decoration:underline;">เด</span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;">อ <span style="text-decoration:underline;">โอลิเวียร่า </span></span></strong><strong><span style="text-decoration:underline;"><span style="text-decoration:underline;">(Manoel de</span> <span style="text-decoration:underline;">Oliveira)</span></span></strong></span> เป็นผู้กำกับหนังที่มีชื่อเสียงของปอร์ตุเกสและของโลกำ  เขาเกิดที่เมืองโอปอร์ตู (Oporto) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1908  จึงเป็นผู้กำกับหนังที่อายุมากที่สุดในโลก  เขากำกับหนังมาแล้ว 60 เรื่อง  เรื่องล่าสุดชื่อ The Strange Case of Angelica ซึ่งจะออกฉายในปี 2012 นี้</span></p>
<p><span style="color:#666699;">ส่วนดารานำแสดงใน “หนังพูด” (Talking Picture หรือในภาษาปอร์ตุเกส Un Filme Falado ซึ่งก็แปลว่าหนังพูดเช่นกัน) ที่สร้างในปี 2003 นี้ได้แก่จอห์น มัลโควิค (John Malkovich) แคเธอรีน เดเนอฟ (Catherine Deneuve) สเตฟาเนีย ซานเดรลลิ (Stafania Sandrelli) อิรีน ปาปัส (Irene Papas) และแม่ (เลโอนอร์ ซิลเวียร่า – Leonor Silverira) กับลูก (ฟิลิปา เดอ อัลมีดา – Filipa de Almeida)</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/338/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/338/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=338&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2012/02/07/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-talking-picture/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Wu Xia &#8211; นักฆ่าเทวดาแขนเดียว</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2012/01/03/333/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2012/01/03/333/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 12:36:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[discussion - movies]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางสายไหม]]></category>
		<category><![CDATA[Crouching Tiger]]></category>
		<category><![CDATA[Hidden Dragon]]></category>
		<category><![CDATA[Peter Chan]]></category>
		<category><![CDATA[Wu Xia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=333</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ ผมเริ่มปีใหม่นี้ด้วยการดูหนังจีนชื่อ Wu Xia (นักฆ่าเทวดาแขนเดียว) ซึ่งสถานที่ที่เขาใช้ถ่ายทำสวยมากๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นจีนใต้กระมัง เพราะเห็นฉากนึงเป็นตลาดและมีอักษรแบบที่คล้ายกับล้านนาปรากฎอยู่ คนในหนังแต่งชุดย้อมดำแบบเดียวกับที่เราเห็นคนล้านนาเขาใส่กัน ผมเองคิดว่าเสื้อย้อมฮ่อมแบบทางเหนือ (เช่น หมู่บ้านทุ่งโฮ้งของแพร่) น่าจะเป็นสีและการย้อมด้วยพืชแบบโบราณที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองไทยปัจจุบัน การใช้สีที่มากมายของสังคมจีน (โดยเฉพาะเขตเมือง) น่าจะเกิดขึ้นภายหลัง และน่าจะเกิดขึ้นตามเส้นทางที่มีการติดต่อทางการค้ากับชุมชนอื่น เสื้อผ้าแบบที่เราเรียกว่า &#8220;พื้นเมือง&#8221; ของชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสีสันๆ ตลอดเส้นทางสายไหมนั้น พาดตั้งแต่จีน ลากผ่านเอเชียกลางและยาวต่อจนไปพบกับเอเชียใกล้นั้นหยุดลงที่ตุรกี สีที่เกิดจากพืชนานาชนิด ดินกับสินแร่มากมาย เครื่องเทศ จนกลายเป็นการพัฒนาของ alchemy ซึ่งก้าวหน้ามากในวัฒนธรรมแบบ เปอร์เชีย-อาหรับ ได้แต่งแต้มเติมสีสันให้กับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผ้าแพรพรรณ ภาชนะ ภาพวาด สถาปัตยกรรม การละคอนและอื่นๆ และได้เกิดเป็นความหมายในเชิงรหัสนัย &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2012/01/03/333/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=333&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#666699;">สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ </span></p>
<p><span style="color:#666699;">ผมเริ่มปีใหม่นี้ด้วยการดูหนังจีนชื่อ Wu Xia (นักฆ่าเทวดาแขนเดียว) ซึ่งสถานที่ที่เขาใช้ถ่ายทำสวยมากๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นจีนใต้กระมัง เพราะเห็นฉากนึงเป็นตลาดและมีอักษรแบบที่คล้ายกับล้านนาปรากฎอยู่ </span></p>
<p><span style="color:#666699;">คนในหนังแต่งชุดย้อมดำแบบเดียวกับที่เราเห็นคนล้านนาเขาใส่กัน ผมเองคิดว่าเสื้อย้อมฮ่อมแบบทางเหนือ (เช่น หมู่บ้านทุ่งโฮ้งของแพร่) น่าจะเป็นสีและการย้อมด้วยพืชแบบโบราณที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองไทยปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="color:#666699;">การใช้สีที่มากมายของสังคมจีน (โดยเฉพาะเขตเมือง) น่าจะเกิดขึ้นภายหลัง และน่าจะเกิดขึ้นตามเส้นทางที่มีการติดต่อทางการค้ากับชุมชนอื่น เสื้อผ้าแบบที่เราเรียกว่า &#8220;พื้นเมือง&#8221; ของชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสีสันๆ ตลอดเส้นทางสายไหมนั้น พาดตั้งแต่จีน ลากผ่านเอเชียกลางและยาวต่อจนไปพบกับเอเชียใกล้นั้นหยุดลงที่ตุรกี </span></p>
<p><span style="color:#666699;">สีที่เกิดจากพืชนานาชนิด ดินกับสินแร่มากมาย เครื่องเทศ จนกลายเป็นการพัฒนาของ alchemy ซึ่งก้าวหน้ามากในวัฒนธรรมแบบ เปอร์เชีย-อาหรับ ได้แต่งแต้มเติมสีสันให้กับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผ้าแพรพรรณ ภาชนะ ภาพวาด สถาปัตยกรรม การละคอนและอื่นๆ และได้เกิดเป็นความหมายในเชิงรหัสนัย ในความเชื่อและความนึกคิดของมนุษย์ที่หลากหลายซับซ้อน </span></p>
<p><span style="color:#666699;">หนังให้ภาพในเชิงมานุษยวิทยาของชุมชนชาวนามากจนไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ในจีนปัจจุบัน โดยจับเหตุการณ์ในช่วงเวลาของปี 1917 ซึ่งโดยภาพรวมแล้วจีนและโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก (คงไม่ต้องพูดถึงรัสเซียที่เศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่ได้ก้าวมาถึงแล้ว ความจริงคงต้องบอกว่าโลกโดยรวมของศตวรรษใหม่ได้เคลื่อนมาถึงแล้ว) </span></p>
<p><span style="color:#666699;">ตัวละคอนในหนังเน้นประเด็นความยุติธรรม ความดี และการรักษากฎหมายซึ่งผมว่าประเด็นดูทันสมัย ที่เกิดและกำลังดำเนินอยู่รอบๆ ตัวเรา </span></p>
<p><span style="color:#666699;">นักแสดงหลักมีทั้ง ดอนนี่ เยน ทาเกชิ ทาเนชิโร และหวังอยู่ ซึ่งทั้งหมดเล่นได้ลึกและซับซ้อนกว่าที่เคยดูเขามาในเรื่องอื่นๆ อันนี้คงต้องชมว่าเป็นฝีมือการแสดงของเหล่าดาราทั้งหลายและที่ยอดเยี่ยมก็น่าจะเป็นเพราะฝีมือกำกับของ Peter Chan </span></p>
<p><span style="color:#666699;">ผมคิดว่าหากชอบ Crouching Tiger, Hidden Dragon ก็น่าจะชอบเรื่องนี้เช่นกันครับ</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/333/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/333/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=333&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2012/01/03/333/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>นายกฯ กับอองซานซูจี</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/12/27/324/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/12/27/324/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 13:44:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[dicussion - current affair]]></category>
		<category><![CDATA[ยิ่งลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[อองซาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[การ์ตูนโดย Mor ภาพของคุณยิ่งลักษณ์นั่งคู่และจับมือกับอองซานซูจีที่แพร่หลายในสื่อต่างๆเมื่อเร็วๆ นี้ให้ความรู้สึกที่หลากอารณ์ให้กับผม ภาพนั่งคู่ของทั้งสองนั้น คุณยิ่งลักษณ์ดูสวยดีในขณะที่อองซานซูจีนั้นดูงามและสง่า ระหว่างความสวยกับงามและสง่านั้นมีชอ่งว่างขนาดมหึมาคั่นอยู่ระหว่างกลาง คนสวยนั้นอายุสี่สิบสี่ ใช้เวลาก้าวมาสู่ตำแหน่งเพียงสี่สิบหกวัน อยู่ในตำแหน่งมาสี่เดือน ไม่เคยตอบคำถามที่สำคัญใดๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเธอได้เลยแม้แต่คำถามเดียว  แต่ผลงานเช่นว่านี้ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสะทกสะท้านได้เลย เพราะเธอทราบดีว่าตามกลไกทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรหรือใครที่สามารถทะลุทลวงมาถึงตัวเธอได้  อารมณ์สดชื่นได้เสมอดังที่เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ  ไม่ทราบเหมือนกันว่าเธอจะรู้หรือไม่ว่าเธอคือใครและเป็นอะไร คนงามและสง่านั้น อายุหกสิบหกแล้ว เธอถูกคุมขังอยู่ในบ้านเล็กๆของเธอมา ตั้งแต่ปี 2533 จนถึง 2553 รวมแล้วยี่สิบปี เมื่อเธอถูกคุมขัง เธออายุเท่ากับคุณยิ่งลักษณ์ในตอนนี้ (หากท่านนีกไม่ออกว่ายี่สิบปียาวนานสักแค่ไหนก็ลองขังตัวเองอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนให้ได้สักสามวัน  แล้วขยายจินตนภาพให้เป็น 6300-อ่านว่าหกพันกับสามร้อยวัน) ตรงนี้ผมจะไม่ดราม่าต่อไปถึงเรื่องสามีของเธอที่ตายไปแล้วและลูกชายที่เพิ่งได้พบหน้ากัน ทั้งคู่ไปไหว้พระเจดีย์ด้วยกัน (ไม่ได้ไปที่สวนสัตว์) กว่าเธอจะก้าวมายังตำแหน่งที่ยืนอยู่นี้เธอสามารถตอบคำถามหนักๆจะนักข่าวมาแล้วทั่วโลก  และอย่างมีสาระ เป็นเรื่องเป็นราว คนสวยแต่งตัวได้งามเก๋ เสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชิ้นล้วนมีคำรับประกันจากแบรนด์ระดับนานาประเทศ คนงามและสง่านั้น สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชาวพม่าและเมียนม่ารับรองได้ว่างดงาม มีรสนิยม &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/12/27/324/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=324&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/12/sukyi-pu.jpg"><img class="size-medium wp-image-325 alignleft" title="sukyi pu" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/12/sukyi-pu.jpg?w=300&#038;h=176" alt="" width="300" height="176" /></a></p>
<p><span style="color:#99ccff;">การ์ตูนโดย Mor</span></p>
<p><span style="color:#808000;">ภาพของคุณยิ่งลักษณ์นั่งคู่และจับมือกับอองซานซูจีที่แพร่หลายในสื่อต่างๆเมื่อเร็วๆ นี้ให้ความรู้สึกที่หลากอารณ์ให้กับผม</span></p>
<p><span style="color:#808000;">ภาพนั่งคู่ของทั้งสองนั้น คุณยิ่งลักษณ์ดูสวยดีในขณะที่อองซานซูจีนั้นดูงามและสง่า</span></p>
<p><span style="color:#808000;">ระหว่างความสวยกับงามและสง่านั้นมีชอ่งว่างขนาดมหึมาคั่นอยู่ระหว่างกลาง</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คนสวยนั้นอายุสี่สิบสี่ ใช้เวลาก้าวมาสู่ตำแหน่งเพียงสี่สิบหกวัน อยู่ในตำแหน่งมาสี่เดือน ไม่เคยตอบคำถามที่สำคัญใดๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเธอได้เลยแม้แต่คำถามเดียว  แต่ผลงานเช่นว่านี้ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสะทกสะท้านได้เลย เพราะเธอทราบดีว่าตามกลไกทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรหรือใครที่สามารถทะลุทลวงมาถึงตัวเธอได้  อารมณ์สดชื่นได้เสมอดังที่เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ  ไม่ทราบเหมือนกันว่าเธอจะรู้หรือไม่ว่าเธอคือใครและเป็นอะไร</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คนงามและสง่านั้น อายุหกสิบหกแล้ว เธอถูกคุมขังอยู่ในบ้านเล็กๆของเธอมา ตั้งแต่ปี 2533 จนถึง 2553 รวมแล้วยี่สิบปี เมื่อเธอถูกคุมขัง เธออายุเท่ากับคุณยิ่งลักษณ์ในตอนนี้ (หากท่านนีกไม่ออกว่ายี่สิบปียาวนานสักแค่ไหนก็ลองขังตัวเองอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนให้ได้สักสามวัน  แล้วขยายจินตนภาพให้เป็น 6300-อ่านว่าหกพันกับสามร้อยวัน) ตรงนี้ผมจะไม่ดราม่าต่อไปถึงเรื่องสามีของเธอที่ตายไปแล้วและลูกชายที่เพิ่งได้พบหน้ากัน ทั้งคู่ไปไหว้พระเจดีย์ด้วยกัน (ไม่ได้ไปที่สวนสัตว์) </span></p>
<p><span style="color:#808000;">กว่าเธอจะก้าวมายังตำแหน่งที่ยืนอยู่นี้เธอสามารถตอบคำถามหนักๆจะนักข่าวมาแล้วทั่วโลก  และอย่างมีสาระ เป็นเรื่องเป็นราว</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คนสวยแต่งตัวได้งามเก๋ เสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชิ้นล้วนมีคำรับประกันจากแบรนด์ระดับนานาประเทศ</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คนงามและสง่านั้น สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชาวพม่าและเมียนม่ารับรองได้ว่างดงาม มีรสนิยม มีความหมาย</span></p>
<p><span style="color:#808000;">การ์ตูนของหมอที่แปะมาข้างต้นนี้คงสะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="color:#808000;">สายตาของอองซานซูจีดูมีเมตตา</span></p>
<p><span style="color:#808000;">สายตาของคุณยิ่งลักษณ์ดูไร้เดียงสาและว่างเปล่า</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/324/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=324&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/12/27/324/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/12/sukyi-pu.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">sukyi pu</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ไม้กางเขน</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/12/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/12/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2011 11:37:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[discussion - art and cultures]]></category>
		<category><![CDATA[กรีกครอสส์]]></category>
		<category><![CDATA[มัลตีสครอสส์]]></category>
		<category><![CDATA[เยซู]]></category>
		<category><![CDATA[โรมันครอสส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้กางเขน]]></category>
		<category><![CDATA[INRI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=321</guid>
		<description><![CDATA[ได้รับคำถามว่า: &#8220; ตอนไปอิตาลีกับอาจารย์ ถามอาจารย์ว่า กางเขน Jesus มี 2 แบบ คือแบบขาขนานกันและแบบเท้าซ้อนกัน อาจารย์อธิบายว่าไงจำไม่ได้ นี่เพิ่งมาอ่าน note ที่ไปเที่ยว Spain-Portugal ไกด์ท้องถิ่นอธิบายว่า แบบแรกถือว่า Jesus Christ เป็น God และแบบที่สองเป็นมนุษย์ หรืออาจจำสลับกัน พอดีนึกถึงตอนที่ไปเที่ยวแล้วไกด์แจงให้ฟัง แต่ไอ้เราจำคำตอบไม่ได้ เลยถามอาจารย์ไป &#8220; มีคำตอบอย่างนี้ครับ: อันนี้ไม่ทราบว่า การตรึงทั้งสองฝ่าเท้าและตรึงแบบทับซ้อนต่างกันอย่างไร และพระเยซูท่านจะถูกตรึงอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะไม่มีหลักฐาน ด้วยเหตุที่ว่าตามตำนานนั้น เมื่อท่านฟื้นคืนพระชนม์ชีพ หลังจากได้ไปพบกับลูกศิษย์ (สามครั้ง?) ร่างท่านก็กลายเป็นกายทิพย์แล้วลอยขึ้นสู่สวรรค์ (จึงไม่มีร่างของท่านเหลืออยู่บนโลกมนุษย์) เมื่อเร็วๆนี้มีหนังสือชื่อ The Jesus Tomb &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/12/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=321&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#666699;">ได้รับคำถามว่า:</span></p>
<p><span style="color:#800000;">&#8220; ตอนไปอิตาลีกับอาจารย์ ถามอาจารย์ว่า กางเขน Jesus มี 2 แบบ คือแบบขาขนานกันและแบบเท้าซ้อนกัน อาจารย์อธิบายว่าไงจำไม่ได้ นี่เพิ่งมาอ่าน note ที่ไปเที่ยว Spain-Portugal ไกด์ท้องถิ่นอธิบายว่า แบบแรกถือว่า Jesus Christ เป็น God และแบบที่สองเป็นมนุษย์ หรืออาจจำสลับกัน พอดีนึกถึงตอนที่ไปเที่ยวแล้วไกด์แจงให้ฟัง แต่ไอ้เราจำคำตอบไม่ได้ เลยถามอาจารย์ไป &#8220;</span></p>
<p><span style="color:#666699;">มีคำตอบอย่างนี้ครับ:</span></p>
<p><span style="color:#808000;">อันนี้ไม่ทราบว่า การตรึงทั้งสองฝ่าเท้าและตรึงแบบทับซ้อนต่างกันอย่างไร และพระเยซูท่านจะถูกตรึงอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะไม่มีหลักฐาน ด้วยเหตุที่ว่าตามตำนานนั้น เมื่อท่านฟื้นคืนพระชนม์ชีพ หลังจากได้ไปพบกับลูกศิษย์ (สามครั้ง?) ร่างท่านก็กลายเป็นกายทิพย์แล้วลอยขึ้นสู่สวรรค์ (จึงไม่มีร่างของท่านเหลืออยู่บนโลกมนุษย์)</span></p>
<p><span style="color:#808000;">เมื่อเร็วๆนี้มีหนังสือชื่อ The Jesus Tomb Family เขียนโดย Simcha Jacobovici และCharles Pellegrino เขียนคำนำโดย James Cameron ผู้กำกับหนังเรื่อง Titanic (Harper Collins Publisher&#8217; 2007) บอกว่ามีการพบ Ossuary (หีบเก็บกระดูก อันนี้เป็นธรรมเนียมแบบกรีกที่เมื่อร่างคนตายสลายไปหมดในหีบหิน-sarcophagus-แล้วก็จะเก็บกระดูกใส่หีบใบเล็ก) ซึ่งระบุว่าเป็นของ Jesus, son of Joseph </span></p>
<p><span style="color:#808000;">ทางศาสนจักรเดือดเนื้อร้อนใจกันพอควร (แบบเรื่อง Mary Magdalene ของแดน บราวน์นั่นแหละ) เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อดังจารีตที่มีมา</span></p>
<p><span style="color:#808000;">อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ผมเล่าเรื่องหนังสือนี้กับไกด์อิสราเอล  เขาบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่กุขึ้น คนต้นเรื่องกำลังโดยดำเนินคดีอยู่</span></p>
<p><span style="color:#808000;">รูปต่างๆ ที่เราเคยเห็นอย่างคุ้นเคยนั้นเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการตีความของศิลปินทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="color:#808000;">บ่อยครั้งที่ศิลปินคำนึงถึงความ &#8220;ตายอันสง่างาม&#8221; ของท่าน (เช่น รูปตรึงกางเขนของ Velasquez และของ Salvador Dali เป็นต้น) ความงามและความจริงจึงอาจเป็นคนละเรื่องกัน (เรื่องพระพักตร์ของพระเยซูเองก็เป็นทำนองเดียวกัน ที่เกิดจากการตีความของศิลปินแต่ละยุคสมัย โดยอ้างว่านักบุญลุก-Luke-เป็นผู้วาดภาพพระพักตร์ของพระเยซูเพราะทันเห็นกัน แต่ก็ไม่มีต้นฉบับอีกนั่นแหละ และมักอนุโลมเอาว่ารูปวาดไอคอนแบบบีแซนทีนน่าจะ &#8220;ใกล้&#8221; ที่สุด)</span></p>
<p><span style="color:#808000;">แต่ในทางโบราณคดี ได้พบชิ้นส่วนของกระดูกข้อเท้าของนักโทษตรึงกางเขนร่วมสมัยกับพระเยซูพบว่า ตะปูนั้นถูกตอกลงบนข้อเท้า</span></p>
<p><span style="color:#808000;">สันนิษฐานว่าเพื่อให้มีความมั่นคงของการตรึง และการตอกมือก็ตอกลงบนข้อมือเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น น้ำหนักของร่างจะถ่วงให้ฝ่ามือฉีกขาดออกจากกัน</span></p>
<p><span style="color:#808000;">รายละเอียดมากไปกว่านั้น ก็คือ กางเขนบางอันมีชิ้นไม้เล็กๆ รองก้นกับ/หรือรองฝ่าเท้าเพื่อให้ตายช้าลงและทรมานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="color:#808000;">เชื่อว่าการตรึงกางเขนนั้นบางทีก็ทำเป็นกางเขนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว บางทีก็เอาง่ายเข้าว่าโดยการตรึงลงไปที่ง่ามของต้นไม้ เพราะการประหารด้วยวิธีนี้เป็นการประจานเชิงข่มขู่สำหรับโทษอุกฉกรรจ์ต่ออำนาจรัฐ (โรมัน)</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คำถาม: หากคุณทักษิณจะถูกตรึงกางเขน จะเป็นกางเขนลักษณะไหน</span></p>
<p><span style="color:#808000;">คำตอบจะอยู่ที่ท้ายสุดของจดหมายครับ </span></p>
<p><span style="color:#808000;">โดยธรรมเนียมแล้วกางเขนในศาสนาคริสต์นั้นมีหลายลักษณะ เช่น รูปตัวที ที่ในบ้านเราคุ้นเคยกันนั้นเราเรียกว่ากางเขนแบบโรมัน (โรมันครอสส์) แต่ฝ่ายนิกายออโธดอกซ์นั้นใช้กางเขนแบบมีเขนสองอันทับซ้อนกัน  </span></p>
<p><span style="color:#808000;">กรีกออโธดอกซ์แม้จะเป็นออโธดอกซ์แต่กลับใช้เป็นรูปเครื่องหมายบวก แล้วเรียกกางเขนแบบนี้ว่ากรีกครอสส์ ในขณะที่พวก มอลต้าใช้กางเขนแบบกรีกแต่ทุกปลายแขนจะจักลงไปกลายเป็นรูปเหมือนหางนกแซงแซวเรารียกกางเขนชนิดนี้ว่า มัลตีสครอสส์</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> ผมไม่ทราบที่มาของความแตกต่างเหล่านี้</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> อยากจะเดาว่าเป็นการสร้างลักษณะเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นความแตกต่างของแต่ละนิกายและน่าจะเกิดในสมัยกลาง ยุคสมัยที่ทุกนิกายต่างมีกิจกรรมอันคึกคักของตน เพราะมีผลประโยชน์ที่ต่างช่วงชิงกันเก็บเกี่ยว</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> อีกทั้งความแตกต่างก็อาจเกิดจากตำนานความเชื่อต่างๆ เช่น นักบุญปีเตอร์ ท่านขอให้กางเขนของท่านเป็นรูปตัวเอกซ์  เพราะไม่ต้องการให้กางเขนของท่านเสมอเทียบเท่ากับของครูท่าน (พระเยซู) เป็นต้น</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> บนกางเขนของพระเยซู  ศิลปินมักจะเขียนอักษรละตินว่า INRI (อักษร I และ J ในภาษาละตินนั้นเป็นอักษรตัวเดียวกัน) ซึ่งอ่านว่า Jesus of Nazareth, Rex of Jews (เยซูชาวเมืองนาซาเรธ  เจ้าแห่งยิว)</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> อันนี้ก็เข้าใจว่าศิลปินเป็นคนเติมรายละเอียดลงไป เพราะตามจารีตบอกว่าท่านถูกตรึงพร้อมโจรอีกสองคน</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> การใส่รายละเอียดนี้ลงไปทำให้เรื่องราวของภาพนั้นชัดเจนมากขึ้น (น่าสังเกตว่ากางเขนของพระเยซูจะถูกว่างไว้ตรงกลางระหว่างอีกสองอัน ตรงนี้ก็เข้าใจว่าเป็นการตีความของศิลปินอีกเช่นกัน)</span></p>
<p><span style="color:#808000;"> สวัสดีปีใหม่ (ขอให้พรุ่งนี้และปีหน้าไม่มีปูและฝูงสรรพสัตว์พวกของเธอครับ)</span></p>
<p><span style="color:#808000;">ทรงยศ</span> </p>
<p><span style="color:#ff0000;">คำตอบ: คุณทักษิณน่าจะถูกตรึงบนง่ามไม้และมีชิ้นไม้ชิ้นใหญ่รองให้ทั้งที่เท้าและที่ก้น (จะได้ช้ามากๆ)</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/321/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/321/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=321&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/12/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หนังเสาร์สะดวก</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/08/23/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/08/23/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Aug 2011 16:51:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[คุยกับหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=307</guid>
		<description><![CDATA[เสาร์ที่ 27 สิงหาคมนี้ รายการหนัง..เสาร์สะดวก&#8230;ของเรานำเสนอหนังในชุด ฌากส์ ตาติ ผู้กำกับนักแสดงฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ตาติ (1907-1982) ทำหนังเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ทุกเรื่องของเขาสะท้อนให้เห็นชีวิตของมนุษย์ และการเปลี่ยนของยุคสมัยได้อย่างกินใจ&#8230;ลึกซึ้ง ภาพยนตร์ที่เรานามาเสนอในคราวนี้คือ Mon Oncle (1958/116 min) พี่เขยของ ม.อูโลต์ เป็นเจ้าของโรงงานพลาสติกที่ทันสมัย บ้านและทุกคนในบ้านมีชีวิตที่ “ทันสมัย” ม.อูโลต์ ซึ่งใกล้ชิดกับลูกชายนาอิทธิพล “สังคมเก่า” มา ทำให้พี่เขยต้องทำให้อูโลต์ทันสมัยให้ได้ &#160; Play Time (1967/120 min) ม.อูโลต์ นัดพบกับ “คนในตึกสมัยใหม่” ความซับซ้อนของอาคารทำให้อูโลต์คลาดกับคนๆ นั้นหลายครั้งหลายครา อูโลต์ถูกฝูงนักท่องเที่ยวเบียดไหลไปยังที่ต่างๆ ของปารีส ท้ายสุดทุกคนก็เป็นเพียงม้าหมุนในวงเวียน&#8230;.เท่านั้นเอง &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/08/23/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=307&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:justify;"><span style="color:#800000;">เสาร์ที่ 27 สิงหาคมนี้ </span>รายการหนัง..เสาร์สะดวก&#8230;ของเรานำเสนอหนังในชุด <span style="color:#008000;">ฌากส์ ตาติ </span>ผู้กำกับนักแสดงฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกภาพยนตร์</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ตาติ (1907-1982) </span>ทำหนังเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ทุกเรื่องของเขาสะท้อนให้เห็นชีวิตของมนุษย์ และการเปลี่ยนของยุคสมัยได้อย่างกินใจ&#8230;ลึกซึ้ง</p>
<p>ภาพยนตร์ที่เรานามาเสนอในคราวนี้คือ</p>
<p><strong><span style="color:#666699;">Mon Oncle</span> </strong><span style="color:#666699;">(1958/116 min)<a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/mon-oncle.png"><img class="alignright size-medium wp-image-311" title="mon oncle" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/mon-oncle.png?w=128&#038;h=165" alt="" width="128" height="165" /></a></span></p>
<p>พี่เขยของ ม.อูโลต์ เป็นเจ้าของโรงงานพลาสติกที่ทันสมัย บ้านและทุกคนในบ้านมีชีวิตที่ “ทันสมัย” ม.อูโลต์ ซึ่งใกล้ชิดกับลูกชายนาอิทธิพล “สังคมเก่า” มา ทำให้พี่เขยต้องทำให้อูโลต์ทันสมัยให้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color:#666699;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/220px-playtimeoriginalposter.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-316" title="220px-Playtimeoriginalposter" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/220px-playtimeoriginalposter.jpg?w=143&#038;h=241" alt="" width="143" height="241" /></a>Play Time </span></strong><span style="color:#666699;">(1967/120 min)</span></p>
<p>ม.อูโลต์ นัดพบกับ “คนในตึกสมัยใหม่” ความซับซ้อนของอาคารทำให้อูโลต์คลาดกับคนๆ นั้นหลายครั้งหลายครา อูโลต์ถูกฝูงนักท่องเที่ยวเบียดไหลไปยังที่ต่างๆ ของปารีส ท้ายสุดทุกคนก็เป็นเพียงม้าหมุนในวงเวียน&#8230;.เท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color:#666699;">L’illusioniste </span></strong><span style="color:#666699;">(2010/80 min/animation)<a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/illutionist.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-317" title="illutionist" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/illutionist.jpg?w=640" alt=""   /></a></span></p>
<p>อนิเมชั่นเรื่องนี้ Sylvain Chomet ดัดแปลงมาจากบทภาพยนตร์ของตาติ เอง นักแสดงมายากลถูกเบียดตกจากเวทีการแสดงเพราะการมาของวงร็อคดนตรีสมัยใหม่ การร่อนเร่แสดงตามเวทีบ่อยจนถึงสก๊อตแลนด์ ทาให้เขาพบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง การพบกันของทั้งสองทำให้ชีวิตทั้งคู่เปลี่ยนไปตลอดกาล</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/307/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/307/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=307&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/08/23/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/mon-oncle.png?w=225" medium="image">
			<media:title type="html">mon oncle</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/220px-playtimeoriginalposter.jpg?w=217" medium="image">
			<media:title type="html">220px-Playtimeoriginalposter</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/08/illutionist.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">illutionist</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สะพาน (บทต่อ)</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/06/30/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/06/30/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Jun 2011 19:24:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[การข้ามน้ำ (คู คลอง  แม่น้ำ ห้วงน้ำ) น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติ  ในแต่ละสังคม แต่ละพื้นที่ แต่ละเวลาคงมีวิธีที่แตกต่างกัน  การที่มีสายน้ำมาขวางกั้นย่อมทำให้พื้นที่ของมนุษย์สิ้นสุดลงตรงนั้น และการ “ข้ามฟาก” ไปได้ ย่อมทำให้พื้นที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ  ผมนึกถึงวิธีการข้มน้ำแบบต่างๆ แล้วอดทึ่งในความพยายามของมนุษย์ไม่ได้  สำหรับบริเวณตะวันออกใกล้ เอเชียกลางนั้น เคยเห็นรูปและเคยอ่านหนังสือว่า เขาใช้หนังสัตว์ (แกะ/แพะ) มาเย็บเป็นถุง หากถุงเล็กก็เป็นภาชนะบรรจุน้ำดื่มใช้สำหรับเวลาเดินทางไกล  หากใช้ข้ามน้ำก็ต้องใช้หนังสัตว์ทั้งตัว เมื่อเย็บเสร็จก็เป่าลมเข้าไป  ถุงพองลมนี้ใช้ในการข้ามน้ำโดยการเกาะพยุงไปเรื่อยๆ  คนที่อยู่บริเวณแม่น้ำสินธุช่วงต้นนั้น  เนื่องจากน้ำไหลอย่างเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยเกาะแก่ง  แม้ลำน้ำจะไม่กว้าง แต่ก็พัดพาจัดจ้านรุนแรง  หากไม่รอจนช่วงฤดูน้ำน้อย ก็อาจต้องใช้ข้ามน้ำด้วยสายเชือกหรือสลิงโยงกระเช้าชักรอกข้ามกันไป  แน่ละ บางตอนของลำน้ำ ผมจะได้เห็นว่ามีการจำหลักด้วยภาษาต่างๆ  (พราหมณ์ อุรดู ฮินดี  อาหรับ ฯลฯ) &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/06/30/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=259&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การข้ามน้ำ (คู คลอง  แม่น้ำ ห้วงน้ำ) น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติ  ในแต่ละสังคม แต่ละพื้นที่ แต่ละเวลาคงมีวิธีที่แตกต่างกัน  การที่มีสายน้ำมาขวางกั้นย่อมทำให้พื้นที่ของมนุษย์สิ้นสุดลงตรงนั้น และการ “ข้ามฟาก” ไปได้ ย่อมทำให้พื้นที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ</p>
<p> ผมนึกถึงวิธีการข้มน้ำแบบต่างๆ แล้วอดทึ่งในความพยายามของมนุษย์ไม่ได้  สำหรับบริเวณตะวันออกใกล้ เอเชียกลางนั้น เคยเห็นรูปและเคยอ่านหนังสือว่า เขาใช้หนังสัตว์ (แกะ/แพะ) มาเย็บเป็นถุง หากถุงเล็กก็เป็นภาชนะบรรจุน้ำดื่มใช้สำหรับเวลาเดินทางไกล  หากใช้ข้ามน้ำก็ต้องใช้หนังสัตว์ทั้งตัว เมื่อเย็บเสร็จก็เป่าลมเข้าไป  ถุงพองลมนี้ใช้ในการข้ามน้ำโดยการเกาะพยุงไปเรื่อยๆ</p>
<p> คนที่อยู่บริเวณแม่น้ำสินธุช่วงต้นนั้น  เนื่องจากน้ำไหลอย่างเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยเกาะแก่ง  แม้ลำน้ำจะไม่กว้าง แต่ก็พัดพาจัดจ้านรุนแรง  หากไม่รอจนช่วงฤดูน้ำน้อย ก็อาจต้องใช้ข้ามน้ำด้วยสายเชือกหรือสลิงโยงกระเช้าชักรอกข้ามกันไป</p>
<p> แน่ละ บางตอนของลำน้ำ ผมจะได้เห็นว่ามีการจำหลักด้วยภาษาต่างๆ  (พราหมณ์ อุรดู ฮินดี  อาหรับ ฯลฯ) บนก้อนหินริมตลิ่ง  อีกฟากฝั่งก็ยังมีจำหลักพระพุทธรูปยืนบนชะง่อนหน้าผาที่มองเกือบเห็นจากแม่น้ำ  ผมเข้าใจว่าบริเวณนี้ นอกจากจะต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยแล้ว  ยังคงต้องอาศัยการอธิษฐานช่วยอีกแรงเพื่อให้ข้ามน้ำไปได้โดยปลอดภัย</p>
<p> แพและเรืออาจจะเป็นวิธีข้ามน้ำที่ใกล้เคียงกับวิธีข้างต้น  กล่าวคือใช้วิธีการลอยน้ำ (ทั้งในน้ำและทั้งบนน้ำ) ข้ามไป</p>
<p> หยวกกล้วย ลำต้นไม้ไผ่ (ขนาดใหญ่) หรือขอนไม้ที่ลอยน้ำได้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแพ  แม้จะใช้ข้ามน้ำได้ แต่ประโยชน์ที่มีมากกว่าคือการเอาชนะการเดินทางบกที่ทุรกันดารโดยได้ระยะทางที่เคลื่อนไปตามสายน้ำ จึงไปได้ไกลขึ้น</p>
<p> ส่วนเรือก็คือขอนไม้ที่ลอยน้ำได้ โดยใช้วิธีขุดตรงกลางลำต้นไปตามแนวยาว  ขอนไม้ที่ขุดกลางนี้กลายสภาพเป็นเรือ  และการจัดรูปร่างให้เพรียวขึ้น (แหลมหัวท้าย) ก็ช่วยให้การเคลื่อนไหวด้วยใบพายคล่องแคล่วและเบาแรงขึ้น</p>
<p>พัฒนาการต่อจากเรือขุดก็คือการต่อเรือโดยใช้ไม้กระดานมาประกอบกันขึ้นเป็นเรือที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป  ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ในการประสานไม้กระดานแต่ละแผ่นให้ต่อกันสนิท “เป็นเนื้อเดียวกัน” โดยใช้เส้นใย/เยื่อไม้/เชือก อุดรอยต่อของกระดาน แล้วชโลมด้วยยางไม้  วิธีการเช่นนี้นั้น ท่าจะต้องอาศัยเวลาอีกนานพอควรที่จะก้าวพัฒนามาถึงจุดนี้ได้</p>
<p> เมื่อเรือเปลี่ยนลักษณะ ความคิดในการควบคุมการเคลื่อนไหวก็ขยับตามมาด้วย ทั้งหัวเรือ ท้ายเรือที่มีลักษณะต่างกันไป ทั้งแหลม ทั้งป้าน ทั้งแหลมท้ายยกสูง (เรืองแมงป่อง) หางเสือถูกใส่เข้ามาในลักษณะต่างๆ เพื่อช่วยคุมทิศทาง  ใบพายและเสาค้ำถ่อช่วยในการเคลื่อนที่ และใบเรือแบบต่างๆ ก็ช่วยทุ่นแรงในการพายและค้ำถ่อ (ที่จะต้องกินแรงมากๆ เมื่อเดินทางไกลๆ)</p>
<p> พิพิธภัณฑ์เรือภาคกลางของอาจารย์ภูธร ภูมะธนที่วัดยาง ณ รังสี จังหวัดลพบุรี มีแต่เรือที่ใช้พายและถ่อ  ผมเข้าใจเอาเองว่าสังคมไทยแต่เดิมเราสัญจรกันแต่ในลำน้ำค่อนข้างเล็กและสงบลม การใช้ใบเรือคงจะไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่นัก</p>
<p> รูปจำหลักปูนปั้นพุทธตำนานชาดกสมัยทวาราวดี (คริสตศตวรรษที่ 6-11) ที่เคยจำหลักอยู่รอบฐานพระสถูปจุลประโทน ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์นครปฐม เรือที่เราเห็นก็เป็นแบบเสากระโดงเดี่ยว แต่ไม่มีใบเรือ  ซึ่งท่าจะเป็นเรือที่คุณเมฆ มณีวาจา (ไมเคิล ไรท) ชี้ชวนให้ผมดูที่ศรีลังกา  แล้วท่านบอกผมว่าเรียกว่า ดาว (Dhow)</p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-dhow_indian_ocean.jpg"><img title="300px-Dhow_Indian_Ocean" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-dhow_indian_ocean.jpg?w=300&#038;h=200" alt="" width="300" height="200" /></a><span style="color:#800000;">เรือ dhow ภาพจากวิกิพีเดีย</span></p>
<p> ผมเข้าใจเอาเองอีกว่า เรือชนิดนี้น่าจะแล่นได้ทั้งในคูคลอง แม่น้ำที่มีลม และในทะเลเขตชายฝั่ง</p>
<p> ดูด้วยสายตาก็น่าจะเป็นชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในแม่น้ำไนล์ เพียงแต่ว่าที่โน่น (แม่น้ำไนล์) ไม่ต้องมีประทุนคุ้มหัวกันฝน  แต่ที่อินเดีย ลังกา และพม่า (?) นั้น ประทุนต้องมี เพราะฝนชุกเหลือหลาย</p>
<p> เรือดาวทั้งที่โน่นและที่นี่ เหมือนกันก็ตรงที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้งานตั้งแต่นมนานมาแล้ว และยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน  และผมเข้าใจเอาเองอีกแล้วว่า เรือชนิดนี้พัฒนามาจนสุดยอดแล้วจึงยังคงรูปอยู่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน</p>
<p> จินตนาการของเรือที่สุดยอดของคนในโลกตะวันตก เห็นจะเป็นจินตนาการของเรือโนอาห์  หน้าตาของมันจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ทราบได้  เพราะคนในพระคัมภีร์ (พันธสัญญาเก่า) ก็คงจะจินตนาการไปไม่ได้เช่นกัน  ด้วยเหตุที่เมื่อนึกถึงภูมิประเทศแล้ว เรือใหญ่ที่สุดที่จะเคยเห็น (แต่ก็คงน้อยเต็มที) ก็คือเรือพ่อค้าฟินิเชียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือเรือกษัตริย์ของอียิปต์ในลุ่มแม่น้ำไนล์</p>
<p> เรืออียิปต์โบราณที่อาจจะยกเป็นตัวอย่างก็เช่น เรือสุริยเทพที่ (สันนิษฐานว่า) ใช้เคลื่อนพระศพของฟาโรห์คาเฟร่ (Khafre)  ยาวสักเท่ากับอาคารคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งปัจจุบันเขาปฏิสังขรณ์แล้ว และจัดแสดงให้ชมในอาการใกล้กับปิรามิดคาเฟร่ที่ว่านั้น เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (กลางเดือนมิ.ย. 54) เขาก็พบคล้ายๆ กันอีกลำนึง  หลักฐานอื่นที่พอจะช่วยให้เห็นรูปร่างเรือของอียิปต์โบราณก็คือจำหลักพิธีโอเปต (Opet) แห่งเทวดาจากวิหารคาร์นาคไปวิหารลุกซอร์  และวิหารเอ็ดฟู  ประมาณว่าน่าจะเป็นเรือยาวสัก 14-18 เมตร (น่าจะขนาดเดียวกับที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พาณิชย์นาวีที่จันทบุรีกระมังครับ คุณเอิบเปรม วัชรางกูร)  ใช้ทั้งใบเรือ (รูปสี่เหลี่ยม เสากระโดงเดียว) และใช้ทั้งฝีพาย (เมื่อเคลื่อนทวนลม-กระแสน้ำ)</p>
<p> จำหลักที่สำคัญอีกที่นึงคือที่มหาวิหารดีร์ อัล บาฮารี (Deir el-Bahari) ศูนย์กลางลัทธิบูชาฟาโรห์สตรีที่ชื่อว่าฮัตเชปสุต  จำหลักแสดงขบวนการทูต-การค้า ของพระนางไปยังนครพุนต์ (Punt)</p>
<p> นัยว่าขบวนคณะเดินทางชุดนี้ล่องด้วยเรือในแม่น้ำไนล์ แล้วขึ้นบกเพื่อจะหาม (ชักลาก) เรือข้ามทะเลทราย แล้วไปลงน้ำอีกทีในทะเลแดง (บางคนสันนิษฐานว่าเรืออาจถูกถอดเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาปรุงใหม่)   แล้วแล่นเลาะชายฝั่งไปจนนครพุนต์ (ประเทศมาลีในปัจจุบัน)</p>
<p> เท่าที่ดูจำหลัก ขนาดของเรือก็คงประมาณๆ เดียวกับจำหลักที่วิหารคาร์นาคและเอ็ดฟู  อาจใส่ไข่ให้ใหญ่มากขึ้นไปอีกหน่อยให้สมฐานะที่เป็นเรือของฟาโรห์</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/indo2010-659.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-265" title="indo2010 659" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/indo2010-659.jpg?w=300&#038;h=199" alt="" width="300" height="199" /></a><span style="color:#800000;">เรือโนอาห์ ภาพเขียนจากเนกาแกลเลอรี่ บาหลี</span></p>
<p> เรือที่กล่าวมานี้น่าจะ “ใหญ่มหึมา” เท่าที่คนในพระคัมภีร์จะจินตนาการไปได้  ในเมื่อไม่มีใครรู้และเคยเห็นเรือใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครจะสงสัยว่าความรู้ในการต่อเรือจะเอามาจากไหนและเป็นอย่างไร  จะเอาช่างที่มีความรู้มาจากไหน และรวมทั้งจะหาไม้ที่ไหนมาทำ (เพราะไม้ขนาดใหญ่นั้น หาทำยากได้ยากเต็มทีในบริเวณแถบนั้น)</p>
<p> แต่ที่ผมบอกว่าเป็นสุดยอดของจินตนาการที่เกี่ยวกับเรือก็เพราะว่าเรือของโนอาห์นั้นจะต้องใหญ่มากพอที่จะบรรทุกสัตว์บกและสัตว์บินทุกชนิด ชนิดละสองตัว (ผู้-เมีย)  รวมกับมนุษย์อีก 4 คู่ให้ได้หมด</p>
<p> ไอ้ที่เราเห็นๆ รูปวาด รวมทั้งหนังที่เกี่ยวกับโนอาห์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นจินตนาการในสมัยหลังอันเป็นสมัยที่ความรู้เกี่ยวกับเรือใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่สามัญกันไปแล้วทั้งสิ้น</p>
<p> พัฒนาการของเรือทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียตนามจะเป็นอย่างไร อันนี้ใคร่ขอให้ท่านผู้รู้ช่วยเติมให้ด้วยตรงนี้นะครับ</p>
<p> เท่าที่นึกถึงลางๆ ตอนนี้ก็คือกรณีจีนกับเวียดนาม เมื่อคราวที่กองทัพจีนยกลงใต้มาทางน้ำจะมาถล่มเวียดนาม (1287) แล้วเวียดนามเอาขวากปักตามลำน้ำ พอน้ำลดกองเรือจีนก็ล้วนติดอยู่ในดงขวาก เลยกลายเป็นเป้านิ่งถูกทัพเวียดนามตีจนกระเจิง</p>
<p> ภาพวาดเหตุการณ์ตอนนี้นั้น เรือจีนเป็นสำเภาใหญ่ ไม่ทราบว่าจริงแท้แค่ไหน  แต่ของที่จริงแท้แน่นอนก็คือขวากของทางฝ่ายเวียดนาม เขาได้นำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ฮานอยหลายต้นด้วยกัน  แต่ละต้นเป็นเสาไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งคืบ และยาวถึง 3-4 เมตรได้</p>
<p> รูปเรือสำเภาจำหลักของอินโดนีเซียอาจเก่าแก่ที่สุดที่ผมจะนึกออก (ช่วยแก้ไขให้ผมด้วยครับ) ก็คือ รูปเรือสำเภาจำหลักที่พระระเบียงของโบโรบูดูร์ และปรัมบานัน (คริสตศตวรรษที่ 8-11) เป็นสำเภาสามเสากระโดง ด้านข้างนอกเรือมีเหมือนกับครีบช่วยพยุงทรงตัวแบบเรือในตระกูลโพลีนีเชียทั้งหลาย</p>
<p> ส่วนกรณีภาพวาดและจำหลักการเดินเรือสินค้าของพระมหาชนกในพุทธชาดก-ตำนานนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นจินตนาการของเรือในสมัยหลัง  ภาพที่ศิลปินวาดให้เราดูจึงเป็นจินตนาการย้อนหลังทั้งสิ้น</p>
<p> เราไม่ทราบว่าพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระท่านนั่งเรือชนิดใดมาเผยแผ่พระศาสนาในสุวรรณภูมิ (ดูพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), <span style="text-decoration:underline;">กาลานุกรม</span>ม หน้า 39, 2553)</p>
<p> และเราก็ไม่ทราบว่าทั้งหลวงจีนอี้จิง และหลวงจีนเทียนจัง (พระถังซัมจั๋ง) ท่านเดินทางจากจีนไปอินเดียในคริสตศตวรรษที่ 7 (บางตอนท่านเดินทางทางเรือ) นั้น ท่านไปกับเรือชนิดใด</p>
<p> หรือกรณีมหาเถรศรีศรัทธา (มหาเถรไหล่ลาย) สมัยสุโขทัย ซึ่งเดินทางไปบวชที่ศรีลังกานั้น เรือที่ท่านโดยสารจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร</p>
<p> อิบนฺ บัตตูตะ (Samuel Lee, <span style="text-decoration:underline;">The Travels of IBN BATTUTA, 2004) </span>ผู้ซึ่งเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่มักกะฮ์โดยเริ่มด้วยการเดินทางบกจากมอรอคโค วกขึ้นซีเรีย แล้วอ้อมลงมายังมักกะฮ์ ต่จากนั้นชาวมอรอคโคท่านนี้จะได้เดินทางเรือไปอีกยืดยาวทั้งระยะทางและระยะเวลา เข้ามัลดีฟส์ ศรีลังกา สุมาตรา ชวา จีน (1325-1354) รวมเวลาแล้วก็ประมาณ 29-30 ปี  คิดแล้วเกือบครึ่งนึงขอชีวิตท่านทีเดียว (ท่านตายตอนอายุ 73) </p>
<p> กองเรือจีนของเจิ้งเหอในศตวรรษที่ 15 ตอนกลางกระมังที่อาจถือเป็นการเดินเรือสำคัญก่อนที่โปรตุเกสจะเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮ้ป และเปิดเส้นทางใหม่อันยืดยาวได้ในตอนปลายศตวรรษเดียวกันนี้</p>
<p> นัยว่ากองเรือจีนของเจิ้งเหอนั้นมหึมาและเกรียงไกรสุดๆ  (ขอให้ดูรายละเอียดจาก Gavin Mazies, 1421)  เรือชนิดใหม่นี้ไม่ได้ “ข้ามน้ำ” เพื่อเชื่อมพื้นที่สองฟากคลอง-แม่น้ำเท่านั้น แต่ยัง “ข้ามทะเล” คือพามนุษย์ให้มีชัยชนะเหนือระยะทางอันยืดยาว  และได้นำพาการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่ปลายทางทั้งสองด้าน ดังที่เราจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสเปน โปรตุเกส และทั้งยุโรปด้านหนึ่งกับดินแดนอื่นๆ นอกยุโรป  ที่น่าจะเป็นครั้งแรกที่โลกทั้งใบได้ปรากฏขึ้นในการรับรู้ของมนุษย์</p>
<p> การ “ข้ามน้ำ” อีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ “สะพาน”  แน่ละ เราแต่ละคนเคยข้ามสะพานมาแล้วนับแห่งและครั้งไม่ถ้วน และเราถือว่าเป็นเรื่องอันเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน  ถ้าไม่เป็นสะพานไม้ ก็สะพานปูน หรือไม่ก็สะพานเหล็ก  และสุดยอดก็คือสะพานสมัยใหม่ซึ่งใช้ทั้งวัสดุและชุดการคำนวณที่สลับซับซ้อนสุดๆ</p>
<p> ผมนึกถึงหนังของคิดลัต ตาฮิมิก (Kidlat Tahimic) ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำหนังเรื่อง Perfumed Nightmare  ตอนต้นของหนังเป็นภาพตัวเขาลากรถวินนีย์จี๊ป (เด็กเล่น) ข้ามสะพานปูนโค้งข้ามคูเล็กๆ ที่เป็นอานาเขตของหมู่บ้าน  สำหรับคิดลัตและคนอีกจำนวนไม่น้อยในโลก คูน้ำนั้นคงเป็นเส้นพรมแดนกั้นระหว่างโลกของเขากับสิ่งที่อยู่นอกโลก (ของเขา) ออกไป</p>
<p> ผมเข้าใจว่าเราคงไม่อาจสืบเสาะหาได้ว่าสะพานแรกที่มนุษย์รู้จักสร้างนั้นคือสะพานไหน อยู่ที่ไหนในโลกและมันถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่</p>
<p> เมื่อยังเป็นเด็กๆ นั้น การเดินข้ามท้องร่องสวนไปบนลำต้นหมากหรือต้นมะพร้าวนั้นสนุกและตื่นเต้นดี เพราะในท้องร่องไม่มีอันตรายรออยู่ นอกจากจะรำคาญความเปียกซึ่งอาจจะเป็นผลที่ตามมาจากการข้ามสะพาน และอีกฟากหนึ่งของท้องร่องก็ไม่มีรางวัลสุดวิเศษ นอกไปจากส้มเขียวหวานที่ห้อยระย้าอยู่ตามกิ่งหรือไม่ก็ลูกฝรั่งสุกที่หอมหวาน</p>
<p> สะพานที่ทำจากไม้นี้จะสลับซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจะสร้างข้ามลำปะโดง ข้ามคลองไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง หรือข้ามไปหาเส้นทางเชื่อมต่อไปยังวัดของหมู่บ้าน</p>
<p> ในละแวกที่ลำน้ำค่อนข้างสงบนิ่ง สะพานไม้ทั้งเสา ทั้งคานใต้กระดานไม้ทางเดิน ดูมั่นคงดี แต่หากเป็นเขตที่มีน้ำพัดจัดในฤดูน้ำหลาก อย่างเช่นที่วังเวียง ระหว่างทางจากเวียงจันไปหลวงพระบาง ส่วนประกอบของสะพานที่ทำจากไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นกับความแรงของกระแสน้ำในฤดูน้ำหลากได้ดีกว่า</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-202.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-264" title="2010 sangkla 202" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-202.jpg?w=200&#038;h=300" alt="" width="200" height="300" /></a><span style="color:#800000;">สะพานมอญ สังขละบุรี</span></p>
<p> สุดยอดของสะพานไม้เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์ เห็นจะไม่มีที่ไหนเกินหน้า “สะพานมอญ” ที่เชื่อมตลาดกับ “หมู่บ้านมอญ” ของอำเภอสังขละบุรี (กาญจนบุรี)</p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-134.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-263" title="2010 sangkla 134" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-134.jpg?w=200&#038;h=300" alt="" width="200" height="300" /></a><span style="color:#800000;">โครงสร้างสะพานมอญ สังขละบุรี</span></p>
<p> ผมชอบมองลอดลงไปใต้สะพานนี้ขณะเดินข้ามไป โครงไม้อันสลับซับซ้อนทำให้เกิดความอัศจรรย์ใจระคนกับความซาบซึ้งในระบบความคิดที่สานตัวกันขึ้นมาจนเห็นเป็นโครงสร้างของสะพานที่เห็นและยืนอยู่</p>
<p> สะพานที่เห็นอยู่กับตานี้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถอันวิเศษของคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นผลรวมของความคิด ประสบการณ์ ความผิดหวัง ความท้อแท้ ความสมหวัง ความดีใจ ภาคภูมิใจที่ทอดยาวไปกับกาลเวลาอันแสนจะเนิ่นนาน จนมาถึงเราที่ยืนอยู่บนสะพานแห่งนี้</p>
<p> ในพื่นที่ที่มีความชำนาญในงานฝีมือที่ทำงานกับหิน  วัสดุที่คงทนกว่าไม้และอาจต้านทานการพัดพาของกระแสน้ำได้ดีกว่า หินก็ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักในการทำสะพาน</p>
<p> หินก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ถูกวางทับซ้อนกันขึ้นไป น้ำหนักของหินก้อนบนทับลงในแนวดิ่ง กดทับให้ก้อนล่างๆ ลงไปอยู่กับที่เพราะแบกรับน้ำหนักเอาไว้</p>
<p> ในโลกตะวันตก การวางหินทับซ้อนกันก่อตัวเป็นรูปซุ้มโค้ง ที่มักจะเรียกว่าซุ้มโค้งแบบโรมัน (Roman arch)  เพราะยกให้ว่าพวกโรมันเป็นพวกแรกที่ค้นพบเทคนิคชนิดนี้  ความจริงผมเคยเห็นว่าที่เมืองบาบิลอน (ในอิรักปัจจุบัน) ก็มีซุ้มประตูโค้งชนิดนี้ใช้ก่อนโรมันแล้ว  อย่างไรก็ตาม อาจเป็นว่าพวกโรมันเป็นพวกที่เอาซุ้มโค้งมาใช้กันมากมาย ทั้งทำประตูชัย ประตูอาคาร หลังคาร้านค้า (อันเป็นที่มาของคำว่าอาร์เขต – archade) ลำรางส่งน้ำและสะพาน ในทางวิชาการจึงมักจะยกความดีนี้ให้กับพวกโรมันไป</p>
<p> ซุ้มโค้งโรมันที่พัฒนาสุดยอดและยังถือกันว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ใจกันถึงทุกวันนี้ก็คือการที่ซุ้มคลี่คลายตัวเป็นหลังคาครึ่งวงกลมของวิหารแพนธีออน (Pantheon) ที่อยู่ในกรุงโรม</p>
<p> ซุ้มโค้งแบบโรมันส่งอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป (อาจช้าเร็วต่างกันไป) และน่าจะส่งทอดเข้าไปในสถาปัตยกรรมของกลุ่มถือศาสนาอิสลาม (ซึ่งมีมากมาย เช่น เปอร์เซีย ซีเรีย ซาอุดิอารเบีย เอเชียกลาง ตุรกี ฯลฯ) และอาจเข้าจีนทางด้านตะวันตก เข้าอินเดีย แล้วส่งทอดต่อไปที่อื่นๆ ข้างเคียง (ตรงนี้ไม่ค่อยแน่ใจ ใครทราบช่วยปรับแก้ด้วยครับ)</p>
<p> ส่วนในโลกตะวันออก (แปลว่าต้องหักเอาจีน อินเดีย พม่า ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ออกไป?)  นั้นไม่ได้รับเอาเทคนิคการทำซุ้มโค้งแบบโรมันนี้มา</p>
<p> ความวิเศษของซุ้มโค้งนั้นมีอยู่ที่ว่าตรงโค้งด้านนอกของซุ้มนั้นเมื่อมีน้ำหนักกดมัน มันก็จะถ่ายน้ำหนักส่งทอดไปตามโค้งแล้วไปตกลงที่ปลายโค้งซึ่งมักเป็นเสาหรือไม่ก็กำแพงหนาๆ  ตัวอย่างที่น่าจะทำให้ทุกคนนึกออกก็คือ สนามประลองกำลังที่มักเรียกกันผ่านฉายาของมันว่า อารีนา (Arena ซึ่งหมายถึงฝุ่นดินสีแดงที่เอาไว้โรยเกลื่อนรอยเลือดอันน่าสยดสยองที่เกิดจากการต่อสู้)  หรือไม่ก็เรียกว่าโคลอสเซียม (ซึ่งแปลว่าใหญ่มหึมา) ในกรุงโรม</p>
<p> การที่ผนังด้านนอกของสนามสูงได้ตั้ง 3-4 ชั้น ก็เพราะมีซุ้มโค้งๆ มากมายแบกรับน้ำหนักเอาไว้นั่นเอง</p>
<p> อีกตัวอย่างที่เราทุกคนเคยเห็น (แต่อาจลืมสังเกต) ก็คือตัวสันเขื่อนกั้นน้ำ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว หากเขื่อนใหญ่มีสันเขื่อนยาว ก็มักจะเป็นรูปโค้งอย่างที่ว่า น้ำหนักของน้ำที่มากองกันอยู่ตรงหลังค่อมของโค้ง ลองคิดดูว่ามหึมามหาศาลแค่ไหน แต่โค้งอัศจรรย์ที่ว่านี้ ก็แบกรับได้สบายมาก</p>
<p> คราวนี้ในเมื่อบรรดาประเทศในโลกตะวันออก (ที่ว่า) ไม่มีเทคโนโลยีชนิดนี้ ก็ทำให้การแบกรับน้ำหนักของอาคารต้องใช้วิธีอื่น (และอาคารมักไม่สูงนัก)  ตัวอย่างที่นึกถึงก็อย่างเช่นวิหารใหญ่ของวัดมหาธาตุเก่าของเมืองลพบุรี ตรงสถานีรถไฟนั่นแหละ  จะเห็นว่าเขาต้องใช้เสาเยอะมากในการรับน้ำหนักของหลังคา ทำให้จินตนาการได้ว่า เมื่ออาคารยังใช้การได้อยู่นั้น ด้านในอาคารคงเต็มไปด้วยเสา  พื้นที่กลางอาคารคงจะติดๆ ขัดๆ อย่างไรอยู่</p>
<p> เมื่อต้องการจะให้สิ่งก่อสร้างสามารถตั้งตัวสูงขึ้นไปได้นั้น  ก็อาศัยการเรียงหิน (ส่วนใหญ่เป็นศิลาแลง) ซ้อนและเหลื่อมตรงปลายให้ยื่นออกมาทีละน้อย จนกระทั่งก้อนท้ายหรือบนสุดชนกันได้กับอีกฟากหนึ่ง กลายเป็นคล้ายกับโค้งของโรมัน  หากแต่ตัวซุ้มจะเป็นยอดแหลม  ไม่สามารถทำให้ซุ้มกลมเกลี้ยงแบบซุ้มโรมันได้</p>
<p> ตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออกก็คือ ภายในปรางค์แขมร์ก็ใช้การวางศิลาแลงเหลื่อมกันชนิดนี้ หรือที่น่าสนใจ (ที่ผมก็ยังไม่ทราบเหตุผล แม้จะเดาไปทำนองเดียวกัน) ก็คือการเรียงศิลาแลงบนหินตัวที่เป็นกรอบประตูด้านบน  จะเห็นว่าการเรียงเหลื่อมหินมักทำให้เห็นเป็นรูปต้นคริสตมาสขนาดเล็กอยู่บนประตู</p>
<p> ตัวอย่างของซุ้มโค้งแบบโรมันที่เอามาทำสะพานและ (สะพาน) ลำรางส่งน้ำก็อย่างเช่นที่เมืองเซโกเบีย (Segovia) ของสเปน กับเมืองนิมส์ (Nimes) ของฝรั่งเศส</p>
<p> ส่วนตัวอย่างของซุ้มไม่โค้งแบบโรมันก็เช่นซุ้มเสาสะพานศิลาแลงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่เจ็ดบนเส้นทางจากพนมเปญไปสมโบร์ไพรกุก เป็นต้น  ผมลอดลงไปมองใต้สะพาน เห็นซุ้มโค้งยอดแหลมหลายซุ้มซึ่งค่อนข้างแคบ  และการจัดวางซุ้มให้ถี่เพื่อที่จะช่วยกันแบกรับน้ำหนักของตัวสะพาน ซึ่งจะต้องแบกรับน้ำหนักของสิ่งที่เคลื่อนไปบนสะพาน ผมไม่ทราบว่ามีการเสริมเติมต่อโครงสร้างสะพานมากแค่ไหน แต่ตัวสะพานปัจจุบันยังสามารถรองรับน้ำหนักของผู้คนและยวดยานนานาชนิดได้อยู่อย่างดี</p>
<p> ซุ้มโค้งใต้สะพานนั้นเป็นปัญหากับเรือที่จะต้องลอดผ่านไป ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของระยะห่างของเสาเพียงเพื่อให้เพียงพอกับความกว้างของลำเรือจึงเป็นปัญหาพื้นฐานของสะพาน (ทุกยุคสมัย แม้ปัจจุบัน)  เมื่อแก้ปัญหาเรื่องความกว้างของช่วงเสาได้แล้ว  ปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือความสูงของสะพาน เพื่อให้เรือสามารถลอดผ่านไปได้</p>
<p> ทั้งสะพานยก (เปิดตรงกลางสะพานด้วยวิธียกให้สูงขึ้น) ช่วยแก้ปัญาเรือสูงลอดใต้สะพาน  ส่วนสะพานหัน (เอาตัวสะพานหันไปขนานกับลำน้ำ โดยตัวสะพานยังตั้งอยู่บนแกนเสากลางน้ำ) ช่วยให้เรืออ้วนผ่านสะพานไปได้</p>
<p> ปัญหาทั้งความสูงของเรือและความกว้างของเรือถูกแก้ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อสะพานแบบใหม่ที่ใช้ตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็ก และตัวสะพานทำจากเหล็กได้ถูกนำเข้ามาใช้ ประกอบกับการคำนวณเรื่องเกี่ยวกับการรับน้ำหนัก  สายระโยงระยางที่ใช้ในการยึดเหนี่ยวดึงรั้ง และอื่นๆ ที่ซับซ้อน กลายมาเป็นสะพานอย่างที่กล่าวถึงไปแล้ว  ทั้งสะพานพระรามหก สะพานพุทธฯ สะพาน “โกลเด้นเกต” ของลิสบอน และสะพานในเมืองโอปอโต.</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/259/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=259&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/06/30/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-dhow_indian_ocean.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">300px-Dhow_Indian_Ocean</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/indo2010-659.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">indo2010 659</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-202.jpg?w=200" medium="image">
			<media:title type="html">2010 sangkla 202</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/2010-sangkla-134.jpg?w=200" medium="image">
			<media:title type="html">2010 sangkla 134</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สะพานเชื่อมพื้นที่-เวลาและโลก</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/06/22/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/06/22/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 06:33:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[&#160; 21 มิ.ย. 2554 วันนี้ผมได้ไปชมงานแสดงภาพถ่ายโปรตุเกส เนื่องในวาระ ครบ 500 ปีของความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกส คุณเอิบเปรม วัชรางกูร ร่วมแสดงภาพด้วย ผมถามคุณเอิบเปรมว่าถ่ายรูปยาวๆ แบบนี้ (เป็นรูปที่มีความยาวเกือบ 2 ฟุต มั้ง) นั้นทำได้อย่างไร ท่านว่าก็ถ่ายรูปทีละครั้งแล้วหันตัวเองกับกล้องไปเรื่อยๆ ทำนองเป็นภาพ พาโนรามา 180 องศา รูปทั้งสองเป็นรูปเมืองลิสบอน มองจากยอดบนของอนุสาวรีย์ ดิสคัพเวอรี่ ส่วนอีกรูปเป็นภาพของเมืองโอปอโต ผมแซวว่าเห็นรูปของคุณเอิบเปรมแล้วชวนให้นึกถึงรูปถ่ายงานศพของคนจีน ซึ่งเราเห็นพ้องกันว่ารูปแบบนี้กำลังจะสูญพันธุ์ไปแล้ว สำหรับเรื่องการสูญพันธุ์ของรูปถ่ายยาวๆ ในงานศพคนจีนนั้นผมสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะครอบครัวปัจจุบันไม่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ขยายไปเรื่อยๆ แบบสมัยก่อน อีกทั้งปัจจุบันเทคนิคการถ่ายภาพทำได้ง่ายมากขึ้น ความจำเป็นของ ”ช่างฝีมือเยี่ยม” แบบเก่าจึงน้อยลง อย่างไรก็ดีภาพสองภาพของคุณเอิบเปรมชวนให้ผมขยับเข้าไปพินิจพิจารณาใกล้ๆ แล้วเดาไปเรื่อยๆ ว่ามีตรงไหนที่พอจะคุ้นเคยบ้าง &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/06/22/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=240&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>21 มิ.ย. 2554</p>
<p>วันนี้ผมได้ไปชมงานแสดงภาพถ่ายโปรตุเกส เนื่องในวาระ ครบ 500 ปีของความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกส คุณเอิบเปรม วัชรางกูร ร่วมแสดงภาพด้วย</p>
<p>ผมถามคุณเอิบเปรมว่าถ่ายรูปยาวๆ แบบนี้ (เป็นรูปที่มีความยาวเกือบ 2 ฟุต มั้ง) นั้นทำได้อย่างไร ท่านว่าก็ถ่ายรูปทีละครั้งแล้วหันตัวเองกับกล้องไปเรื่อยๆ ทำนองเป็นภาพ พาโนรามา 180 องศา</p>
<p>รูปทั้งสองเป็นรูปเมืองลิสบอน มองจากยอดบนของอนุสาวรีย์ ดิสคัพเวอรี่ ส่วนอีกรูปเป็นภาพของเมืองโอปอโต</p>
<p>ผมแซวว่าเห็นรูปของคุณเอิบเปรมแล้วชวนให้นึกถึงรูปถ่ายงานศพของคนจีน ซึ่งเราเห็นพ้องกันว่ารูปแบบนี้กำลังจะสูญพันธุ์ไปแล้ว สำหรับเรื่องการสูญพันธุ์ของรูปถ่ายยาวๆ ในงานศพคนจีนนั้นผมสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะครอบครัวปัจจุบันไม่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ขยายไปเรื่อยๆ แบบสมัยก่อน อีกทั้งปัจจุบันเทคนิคการถ่ายภาพทำได้ง่ายมากขึ้น ความจำเป็นของ ”ช่างฝีมือเยี่ยม” แบบเก่าจึงน้อยลง</p>
<p>อย่างไรก็ดีภาพสองภาพของคุณเอิบเปรมชวนให้ผมขยับเข้าไปพินิจพิจารณาใกล้ๆ แล้วเดาไปเรื่อยๆ ว่ามีตรงไหนที่พอจะคุ้นเคยบ้าง</p>
<p>ผมพอจะเดาสถานที่ของลิสบอนบางแห่งได้อยู่ แต่สำหรับโอปอโตนั้นไม่กระดิกหูเลย ชื่อเมืองนี้เคยผ่านตาก็ตอนอ่านเรื่องสมัยรัชกาลที่ 6 ว่าท่านจะเสวยเหล้าองุ่นพอร์ตไวน์ อันเป็นของมีชื่อเสียงจากเมืองนี้ เมื่อจบกระยาหารมื้อค่ำ</p>
<p>เห็นใครเล่าให้ฟังว่าเป็นเหล้าหวานเข้มข้น ประโยชน์จึงเป็นการปิดรสชาติต่างๆของมื้อนั้นทั้งสิ้น มาผ่านตาอีกครั้งก็ตอนอ่านหนังสือนำเที่ยว เมื่อเขาใส่รูปถ่ายสะพานของเมืองนี้ให้ดู</p>
<p>ความจริงรูปทั้งสองของคุณเอิบเปรมนั้นมีสะพานอยู่ทั้งสองรูป</p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/0goldengatelg-from-soundwaves-usgs-gov.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-248" title="0GoldenGateLG from soundwaves.usgs.gov" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/0goldengatelg-from-soundwaves-usgs-gov.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a><span style="color:#800000;">สะพาน Golden Gate ภาพจาก soundwaves.usgs.gov.jp</span></p>
<p><span style="color:#800000;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/spain-1015_resize.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-251" title="spain 1015_resize" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/spain-1015_resize.jpg?w=300&#038;h=200" alt="" width="300" height="200" /></a>สะพาน 25 เมษายน ลิสบอน</span></p>
<p>ในลิสบอนนั้นมีรูปสะพานที่หน้าตาเหมือนสะพานโกลเด้นเกตของซานฟรานซิสโก จนหลายคนมักพูดว่านี่คือสะพานโกลเด้นเกตของลิสบอน โปรตุเกส</p>
<p>ความจริงก็ไม่ไกลจากความจริงนัก ตรงที่ว่าทั้งสองสะพานนี้สร้างโดยบริษัทเดียวกันคือ American Bridge Company เหล็กที่สร้างสะพานที่ลิสบอนก็เอาลงเรือมาจากอเมริกา สีก็สีเดียวกันคือเป็นสีแดง โดยแต่เดิมนั้นสะพานที่อเมริกาตั้งใจว่าจะรองพื้นด้วยสีน้ำตาลแดงก่อน แล้วจึงทาสีเทาดำแบบที่นิยมกัน แต่ท้ายสุดก็เกิดการเปลี่ยนใจว่าไอ้สีที่รองพื้นนี้ก็สวยแปลกตาดี</p>
<p>สะพานที่โกลเด้นเกตสร้างเมื่อปี 1933-1937 ส่วนสะพานที่ลิสบอนสร้างในปี 1962-1966 เมื่อสร้างเสร็จจึงให้สีสันตามที่อเมริกา</p>
<p>ส่วนที่เมืองโอปอโตนั้นมีสะพานโค้งสวยแปลกตามาก ความจริงในเมืองนี้มีสะพานสวยๆ อยู่หลายแห่ง แต่ที่ขึ้นชื่อก็คือสะพาน Dom Louis I และDon Maria Pia</p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/250px-ponte_d__luis_-_porto.jpg"><img title="250px-Ponte_D__Luis_-_Porto" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/250px-ponte_d__luis_-_porto.jpg?w=250&#038;h=125" alt="" width="250" height="125" /></a><span style="color:#800000;">สะพาน Dom Louis I (ภาพจาก Wikipedia)</span></p>
<p><span style="color:#800000;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/320px-ponte_maria_pia_-_porto.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-252" title="320px-Ponte_Maria_Pia_-_Porto" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/320px-ponte_maria_pia_-_porto.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a>สะพาน Maria Pia (ภาพจาก Wikipedia)</span></p>
<p>สะพานหลังนั้นสร้างก่อน (1876) โดยฝีมือของ กุสตาฟ ไอเฟล คนที่ออกแบบหอไอเฟลที่ปารีสนั่นแหละ (เข้าใจว่าสะพานนี้จะแก่กว่าอาคารไปรษณีย์กลางของเวียดนามที่ฮานอย ซึ่งเป็นฝีมือของแกเช่นกัน)</p>
<p>แต่สะพานแรกมักเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ออกแบบโดย Teophile Seyrig (1886) ซึ่งนัยว่าตาคนนี้เป็นลูกศิษย์ของตากุสตาฟอีกทีนึง (รูปร่างของทั้งสองสะพานจึงคล้ายกันมาก)</p>
<p>สิ่งที่ชวนให้ผมคิดต่อก็คือสะพานคงจะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรหลายอย่าง</p>
<p>ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือที่กล่าวว่าสมัยก่อนคนฝั่งธนบุรีมักบ่นว่า ฝั่งธนฯ นั้นไม่มีถนน ในขณะที่ฝั่งกรุงเทพนั้นมีถนนตั้งแต่สมัย ร.4 (เจริญกรุง-บำรุงเมือง-เฟื่องนคร) สมัย ร. 5 ก็มีถนนราชดำเนิน(ใน-กลาง-นอก) เชื่อมต่อ พระราชวังหลวงเก่า กับพระราชวัง (และอุทยาน) สวนดุสิต</p>
<p>สะพานแรกที่เชื่อมกรุงเทพกับ “อีกฟาก” จึงเริ่มด้วยสะพานพระรามหก เพราะต้องการเชื่อมเส้นทางรถไฟด้วย</p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-sapanbhud.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-249" title="300px-SapanBhud" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-sapanbhud.jpg?w=640" alt=""   /></a><span style="color:#800000;">สะพานพุทธ (ภาพจาก wikipedia)</span></p>
<p>ส่วนสะพานต่อมาก็คือสะพานปฐมบรมกษัตริย์ หรือสะพานพุทธ (ตามความคุ้นเคยของชาวบ้าน) เป็นสะพานที่ปลายด้านฝั่งกรุงเทพมีอนุสาวรีย์มหึมาของ ร.1 เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญของราชสำนัก</p>
<p>ในขณะที่ปลายสะพานด้านฝั่งธนฯ เคยมีสวนหย่อมเล็ก มีสัญลักษณ์สามศรอันเป็นสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 7 และมีชื่อตามนั้นด้วย</p>
<p>สัญลักษณ์ทั้งสองฟากฝั่งจึงเป็นสะพานเชื่อมกาลเวลาจากรัชกาลที่หนึ่งมาถึงรัชกาลที่เจ็ด</p>
<p>เช่นเดียวกับสะพานในโปรตุเกส ที่เชื่อมโยงระหว่างลิสบอนกับซานฟรานซิสโก ในกรุงเทพฯ สะพานก็เป็นสิ่งก่อสร้างข้ามห้วงน้ำ ข้ามกาลเวลา เชื่อมพื้นที่และอาจเชื่อมโลกด้วย</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/240/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/240/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=240&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/06/22/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/0goldengatelg-from-soundwaves-usgs-gov.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">0GoldenGateLG from soundwaves.usgs.gov</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/spain-1015_resize.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">spain 1015_resize</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/250px-ponte_d__luis_-_porto.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">250px-Ponte_D__Luis_-_Porto</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/320px-ponte_maria_pia_-_porto.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">320px-Ponte_Maria_Pia_-_Porto</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/300px-sapanbhud.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">300px-SapanBhud</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>รายการคุยกับหนังกรกฎาคม – กันยายน 2554</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/06/21/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/06/21/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2011 07:19:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[รายการภาพยนต์คุยกับหนัง ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. ณ ห้องกิจกรรมเรวัต พุทธินันทน์ ชั้น U2 หอสมุดปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 30 มิถุนายน 2554 Bandit Queen (นางพญาโจร) อินเดีย / 1994 / 119 นาที ผู้กำกับ: Shekhar Kapur ผู้แสดง: Seema Biswas / Nirmal Pandey / Aditya Srivastava ปูลัน เทวีเกิดในตระกูลจัณฑาล ถูกบังคับให้แต่งงานแลกกับวัว &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/06/21/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=237&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"><span style="color:#666699;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/title-i.jpg"><img class="size-medium wp-image-286 aligncenter" title="title I" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/title-i.jpg?w=251&#038;h=300" alt="" width="251" height="300" /></a></span></p>
<p><span style="color:#666699;">รายการภาพยนต์คุยกับหนัง ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. ณ ห้องกิจกรรมเรวัต พุทธินันทน์ ชั้น U2 หอสมุดปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์</span></p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">30 มิถุนายน 2554</span></p>
<p><strong>Bandit Queen (นางพญาโจร)</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/07515196421.jpg"><img class="size-medium wp-image-244 alignleft" title="0751519642" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/07515196421.jpg?w=152&#038;h=240" alt="" width="152" height="240" /></a></p>
<p>อินเดีย / 1994 / 119 นาที<br />
ผู้กำกับ: Shekhar Kapur<br />
ผู้แสดง: Seema Biswas / Nirmal Pandey / Aditya Srivastava<br />
ปูลัน เทวีเกิดในตระกูลจัณฑาล ถูกบังคับให้แต่งงานแลกกับวัว 1 ตัวและจักรยานเก่าๆ 1 คัน ชีวิตอันระหกระเหินของเธอทั้งถูกบังคับทำงานหนัก ถูกข่มขืน แล้วเข้าร่วมเป็นโจรในแคว้นอุตรประเทศ เธอโพกผ้าสีแดง บูชาเจ้าแม่ทรคา เธอปล้นคนรวยเจือจานคนจน เส้นทางโจรของเธอจบลงโดยการนิรโทษกรรม จากนั้นได้รับเลือกเป็น ส.ส. ของอุตรประเทศ 2 สมัย (1996 และ 1999) ชีวิตปล้นคนรวยเพื่อคนจนจบลงด้วยเธอถูกลอบฆ่าในปี 2001 ผู้คนจดจำชื่อเธอในฐานะวีรสตรีเพราะเธอเป็นโจรปล้นคนรวย</p>
<p><span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">7</span><span style="color:#008080;text-decoration:underline;"> กรกฎาคม 2554</span></span></p>
<p><strong>The Red Shoes</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-red-shoes1.jpg"><img class="size-medium wp-image-290 alignleft" title="the red shoes" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-red-shoes1.jpg?w=199&#038;h=300" alt="" width="199" height="300" /></a></p>
<p>อังกฤษ / 1948 / 133 นาที<br />
ผู้กำกับ: Michael Powell และ Emerie Pressburger<br />
ผู้แสดง: Anton Walbrook / Marius Goring / Moira Shearer<br />
“&#8230;ดัดแปลงมาจากเทพนิยายของฮันส์<br />
แอนเดอร์เสน หญิงผู้ถูกครอบงำด้วยความทะเยอทะยาน เธอเต้นรำด้วยรองเท้า<br />
สีแดง&#8230;ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เธอเต็มไปด้วยความสุข เมื่อตกเย็น เธอเหนื่อยสุดขาดใจ และอยากจะกลับบ้าน แต่รองเท้าสีแดงไม่เคยเหน็ดเหนื่อย และเธอถูกลากให้เต้นรำต่อไป&#8230;”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">14 กรกฎาคม 2554</span></p>
<p><strong>Evita</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/evita.jpg"><img class="size-medium wp-image-278 alignleft" title="evita" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/evita.jpg?w=182&#038;h=243" alt="" width="182" height="243" /></a></p>
<p>อเมริกา / 1996 / 135 นาที<br />
ผู้กำกับ: Alan Parker<br />
ผู้แสดง: Madonna / Jonathan Pryce / Antonio Banderas</p>
<p>จากหมู่บ้านที่ยากจน Eva ก้าวมาสู่การเป็นภริยาจอมเผด็จการฆวน เปรอง อดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เธอคือเจ้าแม่ เธอคือยาเสพติด เพราะเธอคือประชานิยม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">21 กรกฎาคม 2554</span></p>
<p><strong>Lourdes</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/lourdes.jpg"><img class="size-medium wp-image-284 alignleft" title="lourdes" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/lourdes.jpg?w=161&#038;h=229" alt="" width="161" height="229" /></a></p>
<p>ออสเตรีย-ฝรั่งเศส-เยอรมนี / 2009 / 96 นาที<br />
ผู้กำกับ: Jessica Hauser<br />
ผู้แสดง: Sylvie Testud / Lea Seydoux / Gilette Barbier</p>
<p>คริสตีนต้องนั่งรถเข็นเพราะพิกลพิการ เธอออกเดินทางจาริกแสวงบุญไปยังเมืองลูร์ดที่ซึ่งพระแม่มารีเคยมาประจักษ์ ด้วยหวังในปาฏิหาริย์เช่นเดียวกับคนพิการอื่นๆ ว่าชีวิตจะดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">28 กรกฎาคม 2554</span></p>
<p><strong>1984</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/1984.jpg"><img class="size-medium wp-image-281 alignleft" title="1984" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/1984.jpg?w=159&#038;h=240" alt="" width="159" height="240" /></a></p>
<p>อังกฤษ / 1984 / 113 นาที<br />
ผู้กำกับ: Michael Redford<br />
ผู้แสดง: John Hurt / Richard Burton / Suzanna Hamilton</p>
<p>ในสังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบโอเชียเนียนั้น บิ๊กบราเธ่อร์สอดส่องทุกคนในสังคม แม้ความคิดที่แตกต่างก็เป็นอาชญากรรมต่อรัฐ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">4 สิงหาคม 2554</span></p>
<p><strong>Travellers and Magicians</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/travellers-and-magicians.jpg"><img class="size-full wp-image-280 alignleft" title="travellers and magicians" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/travellers-and-magicians.jpg?w=640" alt=""   /></a></p>
<p>ออสเตรเลีย-ภูฏาน / 2004 / 108 นาที<br />
ผู้กำกับ: Khyentse Norbu<br />
ผู้แสดง: Tshewang Dendup / Sonam Lhamo / Deki Yangzom</p>
<p>ครูหนุ่มต้องการหนีชีวิตอันจำเจของหมู่บ้านชนบทห่างไกล เพราะมีโอกาสจะได้ไปอเมริกา ระหว่างเดินทางได้พบกับพระ และได้ฟังนิทานอันแปลกประหลาด พาความคิดเขาไปยังดินแดนมหัศจรรย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">11 สิงหาคม 2554</span></p>
<p><strong>Bend it Like Beckham</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bend-it-like-beckham.jpg"><img class="size-medium wp-image-288 alignleft" title="bend it like beckham" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bend-it-like-beckham.jpg?w=212&#038;h=300" alt="" width="212" height="300" /></a></p>
<p>อังกฤษ-อเมริกา-เยอรมนี / 2002 / 112 นาที<br />
ผู้กำกับ: Gurindar Chadha<br />
ผู้แสดง: Parminder Nagra / Keira Knightley / Jonathan Rhys</p>
<p>เด็กสาวอินเดีย เกิดในอังกฤษ คลั่งไคล้ฟุตบอล แต่การจะเป็นดาราฟุตบอลนั้น เธอจะต้องเลือกระหว่างครอบครัวและขนบจารีตแบบอินเดีย กับสตั๊ดฟุตบอล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">18 สิงหาคม 2554</span></p>
<p><strong>Boats Out of Watermelon Rinds</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/boats-out-of-watermelon-rind.jpg"><img class="size-medium wp-image-292 alignleft" title="boats out of watermelon rind" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/boats-out-of-watermelon-rind.jpg?w=208&#038;h=300" alt="" width="208" height="300" /></a></p>
<p>ตุรกี / 2004 / 97 นาที<br />
ผู้กำกับ: Ahmet Ulucay<br />
ผู้แสดง: Fizuli Caferof, Gülayse Erkoc and Hasbiye Günay</p>
<p>ในชนบทอันห่างไกลของตุรกี ยังมีเด็กขายแตงโม เด็กในร้านตัดผม หญิงงามแรกรุ่น ความรักที่เคอะเขิน กับความฝันที่จะสร้างเครื่องฉายหนังด้วยตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">25 สิงหาคม 2554</span></p>
<p><strong>Balzac and the Little Chinese Seamstress</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/balzaci.jpg"><img class="size-medium wp-image-282 alignleft" title="balzacI" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/balzaci.jpg?w=205&#038;h=300" alt="" width="205" height="300" /></a></p>
<p>จีน / 2002 / 110 นาที<br />
ผู้กำกับ: Sijie Dai<br />
ผู้แสดง: Xun Zhou / Kun Chen / Ye Liu</p>
<p>Lou และ Ma ถูกส่งไปยังชนบทห่างไกลเพื่อ “การศึกษาใหม่” ตามนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนในทศวรรษที่ 1970 ทั้งคู่ชอบพอ “สาวน้อยช่างปัก” และบอกรักเธอด้วยการอ่านนิยายตะวันตกซึ่งเป็นสิ่ง “ต้องห้าม” นวนิยายของบัลซัคได้นำพาสาวน้อยไปสู่ขอบฟ้าใหม่</p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">1 กันยายน 2554</span></p>
<p><strong>The Secret of the Grain</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-secret-of-the-grain.jpg"><img class="size-medium wp-image-285 alignleft" title="the secret of the grain" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-secret-of-the-grain.jpg?w=208&#038;h=300" alt="" width="208" height="300" /></a></p>
<p>ฝรั่งเศส / 2007 / 151 นาที<br />
ผู้กำกับ: Abdellatif Kechiche<br />
ผู้แสดง: Habib Boufares / Hafsia Herzi / Farida Benkhetache Slimane</p>
<p>หวังดัดแปลงเรือเก่าให้เป็นภัตตาคารที่ขายอาหารเลื่องชื่อ คุสคุส และปลาตามแบบฝรั่งเศสเชื้อสายอาหรับ ความพยายามจะเปิดร้านเปิดประเด็นปมชีวิตของคนต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันในครอบครัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">8 กันยายน 2554</span></p>
<p><strong>Bella</strong></p>
<p style="text-align:right;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bell2.jpg"><img class="alignleft" title="bell2" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bell2.jpg?w=170&#038;h=131" alt="" width="170" height="131" /></a></p>
<p>อเมริกา / 2006 / 91 นาที<br />
ผู้กำกับ: Alejandro Gomez Monteverde<br />
ผู้แสดง: Eduardo Verastegui / Tammy Blanchard / Manny Perez</p>
<p>อดีตนักฟุตบอล สาวเสิร์ฟในร้านอาหารต่างพยายามต่อสู้กับอดีตอันขมขื่น จวบจนจังหวะเล็กๆ ได้พลิกผันชีวิตของคนทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration:underline;"><span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">15</span><span style="color:#008080;text-decoration:underline;"> กันยายน</span><span style="color:#008080;text-decoration:underline;"> 2554 </span></span></span></p>
<p><strong>Al otro lado</strong></p>
<p><strong><span style="color:#000000;"><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/alotrolado.jpg"><img class="size-medium wp-image-276 alignleft" title="alotrolado" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/alotrolado.jpg?w=211&#038;h=300" alt="" width="211" height="300" /></a></span></strong></p>
<p>เม็กซิโก / 2004 / 90 นาที<br />
ผู้กำกับ: Gustaro Leza<br />
ผู้แสดง: Carmen Maura / Hector Suarez / Venessa Bauche</p>
<p>เด็กสามคนในสามประเทศคือเม็กซิโก คิวบาและมอรอคโคต้องต่อสู้กับความเป็นจริงที่โหดร้ายในฐานะเป็น “ผู้อพยพ” ในประเทศของตนเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">22 กันยายน 2554</span></p>
<p><strong>Cairo Time</strong></p>
<p>คานาดา-ไอร์แลนด์-อียิปต์ / 2009 / 90 นาที<br />
ผู้กำกับ: Ruba Nadda<br />
ผู้แสดง: Patricia Clarkson / Alexander Siddig / Elena Anaya <img class="alignleft" title="Picture1" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/picture1.jpg?w=222&#038;h=74" alt="" width="222" height="74" /><br />
ขณะที่จูเลียตรอสามีในอียิปต์ ตาเรคผู้ร่วมงานของสามีเธอได้ช่วยเข้ามาดูแล ทั้งคู่เดินเข้าไปยังซอกมุมต่างๆ ของอียิปต์ และหลืบเร้นอารมณ์ความรู้สึกของทั้งสองคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008080;text-decoration:underline;">29 กันยายน 2554</span></p>
<p><strong>Avalon</strong></p>
<p><a href="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/avalon.jpg"><img class="alignleft" title="avalon" src="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/avalon.jpg?w=185&#038;h=270" alt="" width="185" height="270" /></a></p>
<p>อเมริกา / 1990 / 128 นาที<br />
ผู้กำกับ: Barry Lerison<br />
ผู้แสดง: Armin Mueller-Stahl / Elizabeth Perkin / Joan Plowright</p>
<p>อวาลอนเป็นดินแดนศานติก่อนเดินทางต่อไปยังสวรรค์ ครอบครัวยิว-รัสเซียอพยพมาอยู่อเมริกาที่เมืองเล็กๆ ชื่ออวาลอน ลูกหลานในรุ่นต่อๆ มาไม่ได้ร่วมสานฝันกับคนรุ่นพ่อแม่อีกต่อไป</p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/237/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/237/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=237&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/06/21/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/title-i.jpg?w=251" medium="image">
			<media:title type="html">title I</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/07515196421.jpg?w=190" medium="image">
			<media:title type="html">0751519642</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-red-shoes1.jpg?w=199" medium="image">
			<media:title type="html">the red shoes</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/evita.jpg?w=208" medium="image">
			<media:title type="html">evita</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/lourdes.jpg?w=213" medium="image">
			<media:title type="html">lourdes</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/1984.jpg?w=199" medium="image">
			<media:title type="html">1984</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/travellers-and-magicians.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">travellers and magicians</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bend-it-like-beckham.jpg?w=212" medium="image">
			<media:title type="html">bend it like beckham</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/boats-out-of-watermelon-rind.jpg?w=208" medium="image">
			<media:title type="html">boats out of watermelon rind</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/balzaci.jpg?w=205" medium="image">
			<media:title type="html">balzacI</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/the-secret-of-the-grain.jpg?w=208" medium="image">
			<media:title type="html">the secret of the grain</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/bell2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">bell2</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/alotrolado.jpg?w=211" medium="image">
			<media:title type="html">alotrolado</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/picture1.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">Picture1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://songyote.files.wordpress.com/2011/06/avalon.jpg?w=205" medium="image">
			<media:title type="html">avalon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อาหรับ เปอร์เซียและอิหร่าน อิรัก อารยัน</title>
		<link>http://songyote.wordpress.com/2011/05/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a-3/</link>
		<comments>http://songyote.wordpress.com/2011/05/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a-3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 May 2011 06:55:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>songyote waeohongsa</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://songyote.wordpress.com/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมประจำเดือนมีนาคม 2547 คุณสุจิตต์ ได้อ่านบทความของคุณสุจิตต์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองฉบับก่อน (?) ซึ่งคุณสุจิตต์ได้ตั้งคำถามถึงคำหลายๆ คำที่อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของสยามประเทศ อันได้แก่คำว่า อาหรับ อิรัก อิหร่าน เปอร์เซีย อารยัน และยังได้เอ่ยถึงคำว่า ซไคเทียน และกัมโพชา ทำให้ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน เลยได้พึ่งพาหนังสือ 2-3 เล่มดังนี้คือ History of the Arabs ของศาสตราจารย์ Philip Hitti, Antiquity (Forms and Styles) บรรณาธิการโดย Jean Hirschen (ทีมนักวิชาการจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์), The Atlas of the Ancient &#8230; <a href="http://songyote.wordpress.com/2011/05/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a-3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=234&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:right;">ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมประจำเดือนมีนาคม 2547</p>
<p style="text-align:left;">
คุณสุจิตต์<br />
ได้อ่านบทความของคุณสุจิตต์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองฉบับก่อน (?) ซึ่งคุณสุจิตต์ได้ตั้งคำถามถึงคำหลายๆ คำที่อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของสยามประเทศ อันได้แก่คำว่า อาหรับ อิรัก อิหร่าน เปอร์เซีย อารยัน และยังได้เอ่ยถึงคำว่า ซไคเทียน และกัมโพชา ทำให้ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน เลยได้พึ่งพาหนังสือ 2-3 เล่มดังนี้คือ History of the Arabs ของศาสตราจารย์ Philip Hitti, Antiquity (Forms and Styles) บรรณาธิการโดย Jean Hirschen (ทีมนักวิชาการจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์), The Atlas of the Ancient World โดย Margaret Oliphant และค้นเพิ่มเติมจากเอนไซโคลพีเดียชนิด CD Rom ชื่อ Encarta 2000 ความจริงการอ่านนี่ไม่ได้ตั้งใจจะตอบต่อคำถามของคุณสุจิตต์เพื่อคุณสุจิตต์หรอกนะแต่อยากที่จะตอบสนองต่อข้อสงสัยของตัวเองมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไหนๆ ก็อ่านมาแล้วก็เลยขอถือโอกาสรายงานมาให้คุณสุจิตต์ด้วยและหวังว่าจะไม่ได้เป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน (มะพร้าว) นะครับ</p>
<p>แรกที่สุดต้องขอเรียนว่าคำปริศนาทั้งหมดข้างต้นนั้นมีมิติของกาละและเทศะซึ่งทับซ้อนและพาดพิงถึงกันอยู่ค่อนข้างมาก แต่เพื่อความสะดวกจะขออนุญาตนำเสนอไปทีละคำ และหากเป็นไปได้ก็จะพยายามชี้ให้เห็นส่วนที่อ้างอิงถึงกันในตอนท้าย</p>
<p>ขอเริ่มที่คำว่า<span style="color:#993300;"><strong>อาหรับ</strong></span>ก่อนเพื่อนเลยนะครับ</p>
<p>สำหรับคนไทยแล้ว เวลาเอ่ยคำว่าอาหรับเรามักจะนึกถึงชนมุสลิมที่มาจากตะวันออกกลาง แต่งชุดขาวเป็นเสื้อที่มีชายยาวจรดข้อเท้าและมีผ้าขาวคลุมอยู่บนศีรษะอีกทีนึง</p>
<p>ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดล่ะครับ เพราะชุดเช่นนี้นิยมกันในหมู่คนที่อยู่ในแถบคาบสมุทรอารเบีย ซึ่งคำว่าอารเบียนั้นก็แปลว่าดินแดนของชาวอาหรับ</p>
<p>แต่คนที่เราพูดถึงเมื่อครู่นี้คือพวกลูกหลานของอาหรับที่ถืออิสลามและเพิ่งเข้ามาในบริเวณอารเบียเมื่อ 1,300 ปีที่แล้วนี้เอง</p>
<p>รากเหง้าที่เก่าแก่กว่านั้น อาหรับหมายถึงคนที่ใช้ภาษาในตระกูลเซเมติค (เซเมติคมาจากคำว่าเซไมต์ ซึ่งสืบมาจากชื่อลูกชายคนโตของโนอาห์ที่ชื่อว่า Shem) ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับภาษาซีเรีย ปาเลสไตน์ อารเบีย และอิรัก</p>
<p>แต่หากพิจารณาดูในแง่ของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คืออ่าวเปอร์เซีย (ตะวันออก) จนจรดทะเลแดง (ตะวันตก)แล้ว บริเวณที่เราเรียกว่าอารเบียหรือแผ่นดินของชาวอาหรับนั้นมีพัฒนาการของการตั้งบ้านแปงเมืองของคนกลุ่มต่างๆ มากมาย และกินเวลายาวนานมากๆ เช่น พวกบาบิโลเนียน อัสสิเรียน คาลเดีย อโมไรต์ อราเมียน ฟินิเชียน เฮบรูว์ อราเบียนและอบิสสิเนียน เป็นต้น</p>
<p>คนกลุ่มต่างๆที่เราเอ่ยชื่อมาข้างต้นนี้ เริ่มจากตรงไหนและเคลื่อนย้ายกันอย่างไรนั้น มักจะสรุปไว้เป็น 2 ทางว่า<br />
1. พวกนี้เริ่มจากทางด้านทิศตะวันออกของอาฟริกาแล้วเคลื่อนย้ายขยายตัวเข้าสู่ดินแดนอารเบีย<br />
2. เชื่อว่าเริ่มก่อตัวขึ้นที่บริเวณที่ราบระหว่างสองแม่น้ำคือ ไทกริส และยูเฟรติส (ในประเทศอิรักในปัจจุบัน) ซึ่งมักจะเรียกว่าเมโสโปเตเมีย (แปลว่าดินแดนตรงกลางระหว่างแม่น้ำ) บางทีก็เรียกว่า &#8220;แนววงโค้งพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์&#8221;</p>
<p>ทฤษฎีหลังมักจะได้รับการเชื่อถือมากกว่าทฤษฎีแรก เพราะร่องรอยในทางโบราณคดีจำนวนมากช่วยให้เราเห็นภาพของการพัฒนาชุมชนจากร่อนเร่มาเป็นชุมชนเพาะปลูก จากหมู่บ้านเป็นเมืองแล้วก้าวสู่การเป็นอาณาจักรได้เป็นอย่างดี</p>
<p>เราสันนิษฐานว่า บริเวณอารเบียซึ่งโดยสภาพภูมิศาสตร์แล้วมีทะเลล้อมอยู่ 3 ด้าน (ตะวันออก ใต้ ตะวันตก) ส่วนด้านบนเป็นพื้นที่แห้งแล้งของทะเลทราย (อัล นูฟูด)ในขณะที่ดินอุดมที่จะใช้เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ก็จำกัดเต็มที ฉะนั้นเมื่อประชากรขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ชนชาวอาหรับเหล่านี้จึงจำเป็นต้องแสวงหาพื้นที่เพื่อสร้างอาหารให้พอแก่การเลี้ยงดูประชากรให้ได้</p>
<p>การเดินทางเพื่อหาที่ดินใหม่ๆ น่าจะอยู่ในสำนึกของคนแถบนี้ตลอดเวลา นับตั้งแต่โมเสสอพยพลูกหลายชาวเฮบรูว์ออกจากเมืองรามเสสของอียิปต์เพื่อหา &#8220;ดินแดนแห่งพันธสัญญา&#8221; ตลอดเรื่อยมาเมื่อพวกยิวเข้ามาตั้งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และแม้กระทั่งชาวปาเลสไตน์เรียกร้องดินแดนเพื่อสร้างประเทศในปัจจุบัน</p>
<p>เส้นทางอพยพขยายตัวนั้นมี 2 เส้นทางคือ เส้นที่หนึ่งนั้นขยายไปทางทิศตะวันตก ทะลักเข้าคาบสมุทรซีนาย ถัดจากตรงนั้นไปก็จะได้พบกับที่ราบลุ่มริมแม่น้ำไนล์ เราคิดว่าการอพยพที่ว่านี้น่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งหากพิจารณาดูประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณก็จะพบว่าช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกันนี้ พระเจ้านาเมอร์หรือเมเนสได้ทรงรวมเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นหนึ่งเดียวได้เป็นครั้งแรก เรามักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการรวมอียิปต์เหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน ดังมีหลักฐานเป็นจารึกของพระเจ้านาเมอร์เมื่อปี ที่3200 ก่อนคริสตกาล</p>
<p>อีกเส้นทางหนึ่งคือการอพยพขึ้นทางเหนือแล้วเฉียงไปทางอีสานทิศ เพราะบริเวณที่ว่านั้นก็คือที่อุดมของเมโสโปเตเมียซึ่งเดิมมีผู้ครอบครองอยู่แล้วได้แก่พวกสุเมเรียนผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าทุกด้าน นับแต่ระบบการขีดเขียน การชลประทาน การเพาะปลูก นานเข้าพวกอาหรับอพยพนี้ก็จะได้ผสมกับคนดั้งเดิมและพัฒนาศาสตร์ต่างๆ ของสุเมเรียนยกลายเป็นพวกบาบิโลเนียน ซึ่งจะได้วางรากฐานต่างๆ ให้กับโลกตะวันตกต่อมามากมาย เช่น ระบบกฎหมาย (ของกษัตริย์ฮัมมูราบี) ระบบการก่อสร้างซึ่งใช้ซุ้มโค้ง (arch และ vault &#8211; จะได้ตกทอดต่อไปยังโรมันและพัฒนาจนสุดยอดโดยชาวมุสลิม) ระบบล้อเลื่อน ระบบมาตราชั่ง ตวง วัด และอื่นๆ อีกมากสุดจะจาระไนได้หมด</p>
<p>พอมาถึง 2500 ปีก่อนคริสตกาลจึงมีการอพยพของพวกเซเมติคอีกระลอกหนึ่ง ได้แก่พวกอโมไรต์และคานาอัน เข้ามาสู่ซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนแถบชายฝั่งทะเลก็มีพวกที่ชาวกรีกเรียกว่าฟินิเชียนมาตั้งถิ่นฐานด้วยความที่เป็นนักเดินเรือ การค้าขายและติดต่อกับเมืองต่างๆ ช่วยให้พวกฟินิเชียนพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วสิ่งที่สำคัญเหลือเกินที่พวกนี้ทิ้งเอาไว้ให้มนุษยชาติก็คืออักขระ 22 ตัว ซึ่งได้วางรากฐานให้กับระบบการขีดเขียนและออกเสียงของ &#8220;ภาษา&#8221; ในสมัยต่อมา</p>
<p>พวกเฮบรูว์นั้นเพิ่งอพยพมาเมื่อประมาณ 1500-1200 ปีก่อนคริสตกาล (เป็นช่วงเดียวกันที่พวกอารยันอพยพเข้าสู่อินเดีย) โดยตั้งรกรากอยู่บริเวณซีเรียและปาเลสไตน์ พวกนี้ได้พัฒนาศาสนาที่ก้าวหน้าที่สุด โดยมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และความคิดนี้ก็จะได้สืบทอดต่อไปยังศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามตามลำดับ</p>
<p>สองหันห้าร้อยปีที่แล้ว พวกนาเบเทียนซึ่งได้รับอิทธิพลของโรมันได้อพยพเข้ามาตั้งเมืองระหว่างเส้นทางการค้า (สายเหนือ-ใต้) เป็นเมืองที่ขุดจากภูเขาหินแกรนิตสีน้ำตาลแดง เมืองจึงได้รับชื่อว่าเปตรา ซึ่งในภาษากรีกนั้นหมายถึงศิลา (อยู่ในตอนใต้ของประเทศจอร์แดนปัจจุบัน)</p>
<p>คนกลุ่มสุดท้ายที่อพยพเข้ามาก็คือชนชาวอิสลาม ซึ่งเข้ามาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 7 เพราะศูนย์กลางของความเชื่อถือศาสนาอิสลามในสมัยของพระมหะหมัด คือ นครเมกกะห์ และเมดินาฮ์ (ในซาอุดิอารเบียปัจจุบัน) ท่านดำรงชีพอยู่ในระหว่างปี คศ. 571 ถึง 8 มิถุนายน คศ.632</p>
<p>การขยายตัวของอิสลามิกจากศูนย์กลางใน 2 นครข้างต้นออกไปยังทุกทิศทาง เป็นเสมือนหนึ่งน้ำที่พังเขื่อนยักษ์ ศาสนาใหม่นี้เข้าครองพื้นที่เมโสโปเตเมียทั้งหมด เลยไปจรดเอเชียกลางและเอเชียใต้ (ในระยะต่อมา) จากอ่าวเปอร์เซียจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่อียิปต์คลุมพื้นที่ของอาฟริกาทางด้านเหนือทั้งหมด (ลิเบีย อัลจีเรีย ตูนิเซีย และมอรอคโค) เข้าสู่สเปน</p>
<p>ศาสนาใหม่นี้ได้สร้างเอกภาพทางความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ได้หล่อเลี้ยงอาณาจักรใหม่ๆ ต่อมาซึ่งเจริญรุ่งเรืองในศาสตร์ทุกสาขา ภาษาซึ่งเป็นพาหะของความก้าวหน้าเหล่านี้ก็คือภาษาอารบิค หรือภาษาของชาวอาหรับ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้กระมังที่เวลาคนไทยพูดถึงคำว่าอาหรับ จึงหมายถึงอาหรับรุ่นหลังซึ่งศูนย์กลางอยู่ในอิรัก อิหร่าน ซีเรีย และอียิปต์ ซึ่งถือศาสนาอิสลาม</p>
<p><span style="color:#993300;"><strong>เปอร์เซียและอิหร่าน </strong></span><br />
เปอร์เซียนั้นเป็นคำเรียกในภาษากรีก โดยมาจากชื่อเมืองปารชา หรือ ฟารซ (Parsa, Fars) อันเป็นเมืองต้นกำเนิดของราชวงศ์อาเคมีนิดส์</p>
<p>ส่วนคำว่าอิหร่านนั้นแปลว่าดินแดนแห่งชาวอารยัน ซึ่งกินบริเวณตั้งแต่เอเชียกลาง อาฟกานิสถาน และบริเวณเทือกเขาคอเคซัสทั้งหมด</p>
<p>ชื่ออิหร่านและเปอร์เซียถูกใช้ในลักษณะแทนกันได้ตลอดมาจนถึงปี คศ.1935 จึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านอย่างเดียว (อย่างไรก็ตาม ประเทศอิหร่านนั้นมีประวัติศาสตร์ของตัวเองย้อนกลับไปถึงปี 559 ก่อนคริสตกาล ดังที่มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 2500 ปี ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์ปาเลวียังครองราชย์อยู่)</p>
<p>ชาวเปอร์เซียถือว่ารากเหง้าของตนนั้นสืบมาจากชนชาวอารยัน ซึ่งอพยพเข้ามายังที่ราบสูงอิหร่านในระหว่าง 1000-2000 ปีก่อนคริสตกาล</p>
<p>ราชวงศ์อเคมีนิดส์ถือว่าเป็นราชวงศ์ที่สร้างจักรวรรดิ์เปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่เมืองคันธาระและแคว้นบัคเตรีย (ปากีสถานและอาฟกานิสถาน) จนจรดอียิปต์ กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์นี้ก็คือ พระเจ้าไซรัสที่สอง (มหาราช)</p>
<p>แต่ช่วงที่ถือว่าอาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองยิ่งใหญ๋ที่สุดคือในสมัยของพระเจ้าดาริอุส ทรงขยายพรมแดนของจักรวรรดิ์ของพระองค์เข้าสู่แคว้นสินธ์ (Sindh) และปัญจาบ (ในปากีสถานในปัจจุบัน ปัญจ ในภาษาอูรดู แปลว่า 5 และอาบแปลว่าน้ำ เผลอๆหากผมพูดกับคุณสุจิตต์ในประเทศปากีสถานว่า &#8220;อาบน้ำแล้วหรือยัง&#8221; คนที่นั่นอาจจะเข้าใจก็ได้นะครับ)</p>
<p>กษัตริย์ดาริอุสที่ว่า ตั้งเมืองหลวงที่ประทับถึง 3 เมือง คือ ปาสารกาดี (Pasargadae) เมืองหลวงเก่าซึ่งยังคงรักษาเอาไว้ใช้ในพระราชพิธีประจำปี ส่วนเมืองซูซา เอาไว้ใช้บริหารกิจการบ้านเมือง และเมืองสุดท้ายก็คือ เอคบาตานา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของพวกมีเดียนที่ไปยึดเขามาได้</p>
<p>สามเมืองหลวงนี้จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์และประโยชน์ทางการเมืองที่ต่างกันไป นอกไปจากนี้ เมืองเปอร์เซโปลิส (ในภาษากรีกแปลว่าเมืองของพวกเปอร์เซีย) ยังมีการสร้างท้องพระโรงขนาดมหึมาและที่น่าทึ่งอีกประการก็คือเมืองทั้งสี่นี้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยระบบถนนที่เรียกว่า &#8220;ราชมรรคา&#8221; เช่นเดียวกัน แต่มาก่อนหน้าทั้งระบบถนนของโรมันและของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งคนไทยมักคุ้นกันดี ปัจจุบันที่เหล่านี้เป็นที่ที่มีชื่อเสียงเหลือเกิน ใครๆ ไปเมืองอิหร่านก็ต้องไปชมศิลปะวัตถุที่นี่กันทั้งนั้น</p>
<p>พระเจ้าดาริอุสสิ้นพระชนม์ในปี 486 ก่อนคริสตกาล เมื่อสิ้นพระองค์ อาณาจักรก็ร่วงโรยตาม การกระทบกระทั่งกับกรีซยิ่งทำให้อาณาจักรเปอร์เซียอ่อนลงตามลำดับ</p>
<p>ในปี 331 ก่อนคริสตกาล เมื่อทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แห่งแคว้นมาซิโดเนียมาถึง เปอร์เซียก็ตกเป็นของกรีซ ตลอดรวมทั้งจักรวรรดิ์อันกว้างใหญ่ด้วย</p>
<p>นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าความเป็นกรีกแบบเฮเลนนิสติคเข้าสู่บัคเตรียและคันธาระซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณมาก่อน</p>
<p>เปอร์เซียโบราณจบสิ้นลงในศตวรรษที่เจ็ดตอนต้นเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของมุสลิม</p>
<p>เปอร์เซียที่คนสยามรู้จักกันนั้นไม่ใช่เปอร์เซียโบราณแต่เป็นเปอร์เซียที่ชนอาหรับถือศาสนาอิสลามเข้ามารครอบครองแล้ว โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid คศ.1501-1736)</p>
<p>และในขณะเดียวกันอาจหมายถึงราชสำนักออตโตมานเตอร์กซึ่งมีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบูล แม้ราชสำนักจะเป็นของชนชาวเตอร์ก แต่ขนบประเพณีและความรู้ต่างๆ ก็รับทอดมาจากเปอร์เซียแต่ดั้งเดิม<br />
พูดง่ายๆ ก็คือว่า เปอร์เซียหมายถึงขนบประเพณี ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าที่จะหมายถึงประเทศ (ยกเว้นบางกรณี เช่น สำเภาสุไลมานนั้น จริงๆ แล้วพระเจ้าสุไลมานที่ 1 (ทรงได้ฉายาว่า &#8220;ผู้ประเสริฐ) ทรงครองราชย์ อยู่ระหว่างปี1520-66 ท่านเป็นออตโตมานเตอร์ก มิใช่อิหร่านเปอร์เซีย</p>
<p>ท่านเก่งกล้าสามารถเหลือหลาย ฝรั่งตะวันตกกลัวเกรงบารมีของท่านนัก แต่แม้ท่านเป็นเตอร์ก แต่ราชสำนักของท่านก็ยึดขนบเปอร์เซีย</p>
<p>แต่หากจะพูดถึง &#8220;ม้าเทศ&#8221; ที่ &#8220;เจ้าการะเกดขี่ไปท้ายวังว่าจะไปแทงฝรั่ง&#8221; นั้น ม้าเทศคือม้าเปอร์เซีย ไม่ใช่ม้าฝรั่ง (Farnjiyah หมายถึงพวกแฟรงค์) ชนชาวเปอร์เซียพัฒนาม้าจนได้พันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นสินค้าสำคัญในโลกสมัยก่อน เข้าสู่เมืองฝรั่งโดยผ่านมอรอคโค เข้าสเปน ม้าสเปนเป็นที่นิยมกันแม้ในซาลสบรูก ประเทศออสเตรียที่มีโรงเรียนฝึกม้าที่เรียกกันว่า Spanish Riding School นั้น จริงๆ แล้วก็พัฒนาพันธุ์มาจากม้าเปอร์เซียนี่เอง<br />
หรือในนิยายอาหรับราตรี ชื่อของพระเจ้ากาหลิปฮารูน อัล ราชิด นั้น จริงๆ แล้วราชสำนักอันรุ่งเรืองของพระองค์มีอยู่จริงในแบกแดด ช่วงคริสตศตวรรษที่ 8</p>
<p>แต่หากจะพูดถึงความเป็นมาของตระกูลบุนนาคที่ว่า &#8220;เฉกอะหมัดชาวกูม&#8221; ว่ากันตามตัวอักษรแล้วเมืองกูม (Qum หรือ Qom) เมืองเก่าแก่และสำคัญในทางศาสนาอยู่ในประเทศอิหร่าน เฉกอะหมัดเป็นจะตรงกับ Sheikh Ahmet หรือ Ahmad</p>
<p>ชื่อ Ahmet หรือ Ahmad นั้นไม่มีปัญหา เป็นชื่อที่ชายอิสลามิกนิยมกันนัก ตามคำเรียกขานพระมหะหมัด ดังที่ปรากฏว่าสะกดเช่นนี้ 1 ครั้งในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน</p>
<p>แต่คำว่าเชกนั้น ผมเคยถามคนอิหร่านในประเทศอิหร่าน เขามีความเห็นว่ามันดูทะแม่ง เพราะคำว่าเชกเป็นภาษาอารบิค ส่วนชาวอิหร่านนั้นแท้จริงแล้วพูดภาษาฟารซี ซ้ำยังถือว่าตัวเองเป็นอารยัน มีกำเนิดสูงส่งกว่าพวกอาหรับที่เริ่มต้นโดยการเป็นแค่ชนเผ่าร่อนเร่ คำว่า เฉกอะหมัด สำหรับเขาจึงดูทะแม่ง เพราะดูหัวมังกุท้ายมังกรกระไรอยู่<br />
ในอีกความเห็นหนึ่งนั้น ผมได้ถามท่านผู้รู้ชาวสยามประเทศซึ่งถืออิสลาม และเดินทางใช้ชีวิตอยู่แถบนั้นนานพอสมควร ท่านว่าอาจเป็นไปได้ที่เมืองกูมเป็นเมืองศาสนา จึงมีผู้คนหลากหลายเดินทางมาจาริกแสวงบุญกัน ภาษาอารบิคซึ่งเป็นภาษาของศาสนาอิสลามจึงนิยมใช้กันแพร่หลาย ฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่ท่านอะหมัดจะพลอยใช้คำว่า เชก หรือ เฉก ซึ่งหมายถึงหัวหน้าชุมชน-หมู่บ้านไปกับเขาด้วย</p>
<p>อันนี้คงจะฝากคุณสุจิตต์ละครับที่จะให้ช่วยค้นคว้าตรงนี้จริงๆ จังๆ กันเสียที ไม่เช่นนั้นก็จะอ้างคำของผู้ใหญ่ในอดีตซึ่งอ้างกันต่อไปเป็นทอดๆ โดยไม่เคยรู้กัน จริงๆ เลยว่าท่านกล่าวเอาไว้อย่างไร</p>
<p><span style="color:#993300;"><strong>อิรัก </strong></span><br />
ผมคงจะพูดถึงอิรักอย่างผ่านๆ นะครับ เพราะบริเวณที่เป็นประเทศอิรักปัจจุบัน ก็คือดินแดนระหว่างสองแม่น้ำ ไทกริส-ยูเฟรติส หรือเมโสโปเตเมียนั้นเอง</p>
<p>บริเวณแถบนี้ก้าวเข้าสู่สมัยใหม่เมื่อพวกมุสลิมมาถึงในคริสตศตวรรษที่ 7 แบกแดดเมืองหลวงของอิรักเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งในคริสตศตวรรษที่ 8 ในช่วงราชวงศ์อับบาสิด ดังที่ได้พูดถึงไปบ้างแล้วว่าเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยของกาหลิบฮารูน อัล ราชิด</p>
<p>อิรักถูกพวกมองโกลเข้าโจมตีใน คศ.1258 และยึดครองอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน ตั้งแต่ คศ.1534 จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นปีล่มสลายของอาณาจักรออตโตมานนั่นเอง</p>
<p>ปัจจุบันอิรักบอบช้ำจากการถล่มของอเมริกาและอังกฤษ ตลอดจนการปิดล้อมจากสหประชาชาติ ความจริงพูดถึงในแง่ความงดงามของประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของโบราณสถาน (เมืองอูร์ เมืองเกิดของอับราฮัม เมืองบาบิโลน เมืองนิเนเวห์) และโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมสมัยสุเมเรียน บาบิโลเนียน อัคคาเดียน ฯลฯ ที่เต็มแน่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว อิรักก็เป็นประเทศที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>มีศาสนสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ที่เก็บอัฐิธาตุของท่านอาลี บุตรเขยของพระมหะหมัด และอัฐิของท่านฮุสเซน บุตรชายของท่านอาลีซึ่งถือกันว่าเป็นต้นสายธารของศาสนาอิสลามนิกายชิอะห์</p>
<p>เป็นประเทศที่คนเป็นมิตรต่อผู้อื่นอย่างที่สุด</p>
<p>และเป็นประเทศที่ทุกคนต้องถูกตรวจเอดส์ก่อนเข้าประเทศ(และไม่ยักกะแจ้งผลของการตรวจ) อีกทั้งเป็นประเทศที่ทุกหัวระแหงจะมีรูปประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน( ก่อนถูกอเมริกาถล่ม )จนน่าอึดอัด</p>
<p><strong>อารยัน</strong><br />
อารยันแต่แรกเริ่มเดิมทีจริงๆ หมายถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เรียกว่าคอเคซัสอันกินบริเวณระหว่างทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ ซึ่งมีเทือกเขาพาดผ่านด้วย เทือกเขานั้นจึงถูกเรียกว่าเทือกเขาคอเคซัส</p>
<p>ตามทฤษฎีแต่เดิมนั้นท่านว่าชนชาวอารยันซึ่งพูดภาษาในตระกูลเดียวกันคือ อินโด-ยูโรเปียนนี้จะได้อพยพไปยังพื้นที่อื่นๆ หลายทิศหลายทางในราวสัก 1500 ถึง 2000 ปีก่อนคริสตกาล</p>
<p>สายหนึ่งนั้นเข้ามาทางตอนเหนือของอินเดีย อาจเข้ามาทางระหว่างช่องเขาฮินดูกูช (เขานี้ถูกจัดว่าเป็นคอเคซัสแถบสินธุ เพราะเป็นต้นน้ำสินธุแขนงหนึ่ง แต่โดยชื่อฮินดูกูชตามภาษาอูรดูแล้ว หมายถึงความตายของชาวฮินดู ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีตำนานอย่างไร) แล้วผ่านเข้ามาสู่ลุ่มน้ำสินธุตอนกลางและล่าง</p>
<p>พวกอารยันนั้นใช้ภาษาปรากิต เป็นของตน ต่อมาจึงได้มีการจัดระบบอย่างขนานใหญ่ แล้วเรียกภาษาที่ได้รับการชำระและจัดระเบียบเสียใหม่นี้ว่าจึงเรียกว่าสังสกฤตหรือสันสกฤต จนกล่าวกันทั่วไปว่าภาษาอารยันในลุ่มน้ำสินธุก็คือภาษาสันสกฤต</p>
<p>งานวรรณกรรมที่สำคัญๆ นั้น ผมนึกถึงพระคัมภีร์พระเวท (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมุขปาฐะอายุประมาณ 3000 ปี กว่าจะจารึกเป็นอักษรก็เมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 นี้เอง) รามายนะ (ซึ่งเล่าเรื่องการแย่งชิงดินแดนของชาวอารยันต่อชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งหนังสือบางเล่มใช้คำว่า Dasas ผมถอดคำได้ว่า &#8220;ทาส&#8221; และก็ดูจะตรงกับเรื่องราวของรามายนะพอดี ที่ฝ่ายแพ้ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดความเป็นไท) กับอีกเรื่องหนึ่งคือมหาภารตะ (อันเป็นเรื่องราวของการรบพุ่งระหว่างเมืองพี่เมืองน้องชาวอารยันด้วยกัน หลังจากขับไล่ชนพื้นเดิมออกไปแล้ว)</p>
<p>ทั้งรามายนะและมหาภารตะก็เช่นกันที่เป็นการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ มาจารึกเป็นคัมภีร์ราว คศ.1300 แต่เชื่อว่าเรื่องราวน่าจะอิงกับเหตุการณ์ราว 1000 ถึง 700 ปีก่อนคริสตกาล</p>
<p>พวกอารยันนั้นรบเก่ง เลี้ยงปศุสัตว์ในระยะแรกและนับฐานะทางเศรษฐกิจโดยดูจากขนาดของฝูงปศุสัตว์ ต่อมาจึงตั้งถิ่นฐานสร้างชุมชนแล้วกลายเป็นเมือง มีฐานทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาเนื่องจากความรู้ในเรื่องระบบชลประทาน มีการจัดระบบสังคมและอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนาที่ซับซ้อนยิ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับโลหะขึ้นมา</p>
<p>ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล มีรัฐสำคัญต่างๆ ของพวกอารยันมากมาย เช่น คันธาระ หัตสติงปุระ (เมืองเดียวกับที่ระบุในมหาภารตะ) โกสัมพี ราชคฤห์ (เมืองหลวงของแคว้นมคธ) เป็นอาทิ</p>
<p>ลำพังตรงแคว้นคันธาระซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของปากีสถานปัจจุบันนั้น (มีเมืองหลวงชื่อตักศิลา) กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่สำคัญ ความเจริญก้าวหน้าของความรู้ วิทยาการต่างๆ นั้น (เป็นลูกผสมระหว่างกรีก ปาเทียนหรือเปอร์เซีย และอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ) แผ่ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ข้างเคียงด้วย</p>
<p>อย่างเช่นในสมัยของกษัตริย์มีนันเดอร์หรือมิลินท์ (155-130 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ซึ่งมีเชื้อสายกรีก และทรงหันมารับนับถือศาสนาพุทธนั้น ทรงปกครองพื้นที่ตั้งแต่อาฟกานิสถานปัจจุบันจนจรดนครละฮอร์ในปากีสถานปัจจุบัน<br />
เมื่อสิ้นกษัตริย์มิลินท์ พวกศักกะซึ่งเป็นสายหนึ่งของซไคเทียนก็เข้ามาแทนที่ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้บริเวณแถบนี้ นับแต่ 90 ปีก่อนคริสตกาลจนคริสตศตวรรษที่ 4 ทีเดียว</p>
<p>พระดี พระงามในอาฟกานิสถานที่ถูกพวกตาลีบันทำลาย ก็คงจะมีมาในระยะเวลาไล่เลี่ยขณะนี้นี่เอง</p>
<p>ความเชื่อว่าพวกอารยันนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนต่างๆ นั้น ได้ถูกพัฒนาอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกขบวนการนาซีในเยอรมนี</p>
<p>ในไทยเองนั้น คำว่าอารยะ และอารยธรรม (ธรรมของชาวอารยัน) ล้วนแล้วแต่มีความหมายในทางสูงส่งทั้งสิ้น</p>
<p>ที่เขียนมายืดยาวนี้ ก็หวังว่าจะได้ตอบสนองต่อคำถามของคุณสุจิตต์ที่ตั้งเอาไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนบ้างนะครับ แต่ที่จะสามารถเชื่อมโยงอธิบายสังคมไทยได้บ้างอย่างไรนั้น ก็ไม่บังอาจเลยครับ เพราะคิดว่าเกินไปจากสติปัญญาเท่าที่มีอยู่จริงๆ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/songyote.wordpress.com/234/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/songyote.wordpress.com/234/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=songyote.wordpress.com&amp;blog=261956&amp;post=234&amp;subd=songyote&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://songyote.wordpress.com/2011/05/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/b5eefaadc4aac32e35304578da26bffc?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">songyote</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
