นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 1/3

นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย

ทรงยศ แววหงษ์

 

…แม่นาคนี่เป็นผีประจำชาติอยู่คนเดียว เป็นตำนานซึ่งคนรู้จักทั่วประเทศ

 

อัศศิริ ธรรมโชติ คงจะพยายามอธิบายว่าทำไมแม่นาคพระโขนงจึงกลายเป็นกระแสนางนากระบาดอย่างแพร่หลายในบ้านเราไปเมื่อเร็วๆ นี้

 

ผมเองก็ออกจะเห็นด้วยกับคุณอัศศิริ เพราะเท่าที่ลองทบทวนดูว่ามีผีตัวไหนบ้างที่พอรู้จัก และอาจมีศักดิ์ศรีถึง ประจำชาติ ได้ด้วย ก็ออกจะมืดแปดด้าน อาจจะเป็นเพราะชีวิตของผมในฐานะที่เป็นคนของศตวรรษที่ 20 ก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 21 และโดยอาชีพไม่ค่อยจะมีอะไรเกี่ยวกับผีเท่าไรนัก แต่เอาที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นแม่นาค  (พระโขนง) และผีปอบอี หยิบ นี่แหละที่พอจะคุยได้ว่าสนิทสนมกันพอควร ทั้งคู่เป็นผีที่ผมชื่นชอบและชื่นชม เพราะเธอทั้งคู่ ขยันทำงาน (นี่เป็นคำพูดของล้อต๊อกที่พูดถึงแม่นาคพระโขนง ภาค 1 : 2520) ก็เลยมีผลงานเยอะกว่าผีตัวอื่น และเลยทำให้ผมมีความมักคุ้นเป็นพิเศษกว่าผีตัวอื่น

 

 

 

หรือจะมาจากขุนช้าง-ขุนแผน

ผมพยายามนึกชื่อผีตัวอื่นๆ ซึ่งก็จำได้กระท่อนกระแท่น เลยคิดว่าน่าจะลองปรึกษา ขุนช้างขุนแผน ดู ซึ่งก็เป็นที่พึ่งได้พอควร ผมพลิกดูรายชื่อผีในสังกัดของพลายเพชร หลานขุนแผน ตอนที่ท้าวเธอจัดทัพผีเพื่อรบกับทัพเชียงใหม่ซึ่งเป็นศัตรูเก่าแก่ของอยุธยา ก็ได้รายชื่อพลผีในทัพผีของพลายเพชร ดังนี้

 

ผีห่าป่าแลโหงพราย—พระปู่สมิงพราย—ตานีอีพราย—บ้างหัวแร้งหัวกา—หัวหมูหัวหมา—หัวเสือหัวสางช้างน้ำมัน หัวควายหลายพรรณ—ผีดิบป่า—ผีปอบผีชมบครบหกแสน—ผีกระสือ—ผีกระหัง

 

เรียกได้ว่ามีการจาระไนชื่อผีเกือบครบทุกตัวในสารบบผีไทยเลยทีเดียว นอกไปจากนี้แล้ว ใน ขุนช้าง-ขุนแผน ยังพูดถึงผีที่สำคัญอีก 2 ตัว ซึ่งผมออกจะสงสัยว่าอาจจะมีอะไรที่เกี่ยวพันกับแม่นาคพระโขนงอยู่ ผี 2 ตัวที่ว่านี้ก็คือ

 

ผี (เปรต) ของนางวันทอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญตอนมาห้ามทัพพระไวย กับทัพของพลายชุมพล (และขุนแผน) ไม่ให้รบกันเสียเอง

 

ส่วนตัวที่ 2 ก็คือ ผีกุมารทอง ซึ่งขุนแผน (ไม่ใช่เณรแอ) ผ่าเอาออกมาจากท้องของนางบัวคลี่ (เมียของขุนแผนเองซึ่งเป็นลูกสาวโจร) นางบัวคลี่ตายโหงแบบทั้งกลม เป็นการตายและเป็นผีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยทั่วไป

 

ฉะนั้น หากแม่นาคพระโขนงจะมาตายทั้งกลมอีก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วก็ไม่ต้องมาอธิบายความให้เยิ่นเย้อว่าความตายชนิดนี้จะทำให้ผีเฮี้ยนเพียงใด

 

นอกไปจากกรุผีที่ปรากฏใน ขุนช้าง-ขุนแผน แล้ว ผมยังนึกไปถึง แถน ผีประจำท้องฟ้าซึ่งมีหน้าที่บันดาลฝน และความอุดมให้กับคนทั้งที่อยู่ในล้านนาและล้านช้าง แม่พระธรณีนั้นเล่า เดิมก็คงจะเป็นผีประจำพื้นดิน (อันนี้ผมจำมาจากขี้ปากของคุณไมเคิล ไรทเมื่อคราวไหนก็จำไม่ได้ หากคุณไมเคิลจะปฏิเสธว่าไม่ได้พูดก็เชิญปฏิเสธเอาเองนะครับ) ต่อเมื่อมาเข้ากับพุทธศาสนาซึ่งมาทีหลัง ด้วยฤทธิ์เดชของนางผีดินซึ่งยังคงมีมากอยู่ พุทธศาสนาก็เลยยืมมาเป็นพวกกัน (อันนี้เป็นธรรมเนียมการอุปถัมภ์แบบศักดินานั่นแหละ) ก็เลยยกระดับจากผีมาเป็นพระ

 

ส่วนผีตานีนั้นเป็นผีประจำต้นกล้วยป่า ซึ่งให้ใบตองที่ดีและใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดในสมัยก่อน จึงมีผีประจำดูแลอยู่ด้วย ผีตะเคียนกับแม่ย่านางอาจใกล้ชิดกันมาก เพราะผีตะเคียนประจำต้นไม้ป่าคือต้นตะเคียนเป็นไม้ที่ถูกล้มมาทำเรือยาว เธอ (หรือท่านดี?) จึงย้ายออฟฟิศมาประจำอยู่ที่หัวเรือ กลายมาเป็นแม่ย่านาง (ไม่เชื่อก็ไปดูที่โรงเรือพระราชพิธีที่คลองบางกอกน้อยดูสิครับ ยังพอมีให้เห็นอยู่จริงๆ)

 

ที่สาธยายมาแม้ว่าจะมาก แต่เข้าใจว่ายังไม่หมด แต่ก็คงจะพอสมควรที่จะพอมองภาพคร่าวๆ ของกระบวนผีไทย และนำไปสู่ข้อสังเกตว่า ผีประจำชาติ ของไทยนั้นเป็นผู้หญิง (หรือจะใช้สามัญนามว่าตัวเมียดีนะครับ) เสียเป็นส่วนใหญ่ ข้อสังเกตนี้อาจจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับผีฝรั่งตัวที่สำคัญๆ ซึ่งแจ้งเกิดในโลกภาพยนตร์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับแม่นาคพระโขนงของเรา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพศผู้ทั้งสิ้น

 

ผีฝรั่งเป็นเพศผู้

หากจะนับเนื่องกันก็จะได้ภาพตามลำดับเวลาดังนี้ครับ :

 

แฟรงเก้นสไตน์ สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2474 (นำแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟ)

แดรกคูล่า ก็สร้างครั้งแรกในปีเดียวกัน (นำแสดงโดยเบลา ลูกาซี)

มัมมี่ เจ้าตำรับของแท้ดั้งเดิมต้องแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟเจ้าเก่า สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2475 ซึ่งเมื่อเทียบกับแม่นาคพระโขนงที่สร้างโดย ม.ร.ว.อนุศักดิ์ หัสดินทร์ อันถือเป็นฉบับแรกสุดนั้น สร้างขึ้นในปี 2479 (เนชั่น สุดสัปดาห์ : 9-15 กันยายน 2542) เราก็คงจะเห็นว่าแม่นาคพระโขนงของเรามีอายุอ่อนกว่าผีดังๆ ของโลกแค่ 4-5 ปีเท่านั้นเอง

 

หรือจะให้ชัดก็คือผีดังของโลกรวมทั้งแม่นาคของเราล้วนแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษที่ 30 ซึ่งเป็นช่วงที่มีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และหนังขายดีของยุคสมัยนั้นก็คือหนังประเภท หนีโลก (escapism) ซึ่งมีทั้งประเภทประโลมโลก ประเภทไซไฟ แฟนตาซี ประเภทยอดมนุษย์ทั้งหลาย และประเภทผีซึ่งมีอยู่นานาชนิด

 

ซูเปอร์ผีทั้งสี่

ถึงตรงนี้ต้องขออนุญาตพรรณากำพืดของผีทั้ง 4 ตนนี้สักหน่อยนะครับ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการพูดถึงแม่นาคพระโขนงต่อไปข้างหน้า

 

แฟรงเก้นสไตน์

สร้างจากนวนิยายเชิงปรัชญาที่แต่งโดย แมรี่ วอลล์สโตน คราฟท์ เชลลี่ เมื่อตอนเธออายุ 20 ปีเท่านั้น (พ.ศ. 2361) เป็นเรื่องราวของหมอที่เก็บชิ้นส่วนของคนตายมาประกอบกันแล้วสร้าง ชีวิต ขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ทั้งมนุษย์ ไม่ใช่ทั้งพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งใดๆ เลย เพราะในฝ่ายคริสเตียนย่อมจะเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่มีอำนาจในการสร้าง และพระองค์ก็ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งยังได้ทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน เจ้าตัวประหลาดที่หมอแฟรงเก้นสไตน์สร้างขึ้นมาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และแปลกแยกไปจากสรรพชีวิตทั้งหลายรอบตัว ความทุกข์จึงกลายเนความแค้น ซึ่งจะได้ออกอาละวาดเป็นหนังอยู่ถึง 11 ตอนด้วยกัน นี่ยังไม่นับที่แตกลูกแตกหลานเป็นหนังเล็กหนังน้อยเรื่องอื่นๆ อีก ผู้ที่รับบทและวางภาพพจน์ให้กับแฟรงเก้นสไตน์นับแต่แรกก็คือ บอริส คาร์ลอฟ (พ.ศ. 2474) ส่วนล่าสุดก็คือ โรเบิร์ต เดอนีโร ภายใต้การกำกับของเคนเนธ บรานาห์ (พ.ศ. 2537)

 

สาระสำคัญของโครงเรื่องหลักนี้น่าจะอยู่ที่การย้ำให้มนุษย์ยอมรับความจำกัดในความสามารถของมนุษย์เอง มนุษย์อาจจะทำอะไรได้สารพัดอย่าง ยกเว้นการสร้าง ชีวิต และ มนุษย์ ด้วยกันเอง แม้กระทั่งประเด็นการโคลนนิ่งในปัจจุบันก็ยังอยู่ในบริบทของการถกเถียงเช่นว่านี้

 

มัมมี่

สร้างกันมาแล้วถึง 12 ครั้ง ครั้งที่ดังที่สุดก็คือครั้งแรก (พ.ศ. 2475) ซึ่งบอริส คาร์ลอฟ แสดงโดยอาศัยภาพลักษณ์มัมมี่พระศพของฟาโรห์ราเมสเสสที่ 3 (อายุประมาณ 3,000 ปี) มาเป็นต้นแบบ ส่วนครั้งล่าสุดซึ่งฉายไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหา ความน่ากลัว ความลึกลับและการตีความบทมัมมี่ หรือแม้กระทั่งความสามารถของดาราผู้แสดงอีกต่อไป คนไปดูหนังสมัยนี้เขามักพูดกันถึงการทำเทคนิคพิเศษซึ่งพิเศษสุดๆ ช่างทำให้สิ่งที่ไม่จริงดูเหมือนจริงอะไรจะปานนั้น

 

มัมมี่ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง (และต้องขอย้ำว่าบอริส คาร์ลอฟได้วางแบบแผนการตีความมัมมี่ฉบับแรกได้ดูน่ากลัว ลึกลับ อำมหิต และดีที่สุดแล้ว) ที่มีชื่อว่าอิมโฮเทปนั้น โดยแท้จริงแล้วอิมโฮเทปที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่และมีความสำคัญ มีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ซึ่งก็คืออิมโฮเทปที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของฟาโรห์ชื่อพระเจ้าซอเซอร์ (4,600 ปีที่แล้ว) ท่านผู้นี้เป็นทั้งกวี นักบริหาร นักการปกครอง เป็นสถาปนิกซึ่งสามารถคำนวณและสร้างพีระมิดองค์แรกของโลกซึ่งเรารู้จักกันในนามของพีระมิดขั้นบันไปแห่งเมืองซัคคารา (ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวมาสร้างตามที่สำนักต่วยตูนมักจะขยายขี้เท่ออยู่เสมอๆ แถมยังขายได้ตลอดด้วย) อีกทั้งท่านผู้นี้ยังเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ จนท้ายสุดได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าอีกด้วย [ตามจารึกและจำหลักที่วิหารบูชาเทพซอเบก (จระเข้) และเทพฮอรัส (เหยี่ยว) แห่งเมืองคอม-ออม-โบ ในอียิปต์ปัจจุบัน]

 

ฉะนั้น เนื้อเรื่องของหนังเรื่องมัมมี่จึงเป็นการสร้างขึ้นจากนิยายโดยแท้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และชื่อที่เหมือนกันก็เชื่อว่าเป็นการพ้องกันโดยการตั้งใจของผู้เขียนเรื่องโดยแท้

 

การที่หนังเรื่องนี้ ขาย ได้ น่าจะมาจากเหตุ 2-3 ประการก็คือ หนึ่ง หนังที่ขายได้ในระหว่างทศวรรษที่ 30 ก็คือหนังหนีโลกประเภทรักน้ำเน่า ทั้งหวานจ๋อยและเหม็นคลุ้ง หรือหนังประเภทไซไฟ และหนังผีๆ นี่แหละ

 

อีกเหตุที่น่าสนใจก็คือ อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปี พ.ศ. 2465 (ปลายรัชกาลที่ 6) นายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ได้ขุดค้นทางโบราณคดีบันลือโลกในอียิปต์ เพราะได้มีการพบหลุมพระศพของฟาโรห์ตุตังคาเมน ซึ่งให้หลุมศพนี้มีข้าวของเครื่องใช้ของฟาโรห์เกือบจะครบถ้วนทุกชิ้น ตั้งแต่ของเล็กของน้อย เช่น ถุงมือ ถุงเท้าสมัยทรงพระเยาว์ กล่องเครื่องเขียน ชุดชั้นใน เกม ของเล่น เตียงสนาม (พับได้) ตลอดไปจนถึงพระโธรนดุนลายทอง เครื่องประดับพระศพ โดยเฉพาะหน้ากากคลุมพระพักตร์ การค้นพบนี้ทำให้โลกรู้จักชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนอียิปต์โบราณมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ฉลาดๆ อย่างเราก็อยากจะเลือกเชื่อความเห็นประเภทข่าวลือมากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดจากวิทยาศาสตร์แห่งการขุดค้น (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่มิใช่หรือ)

 

คนแรกๆ ที่กระพือข่าวลือเกี่ยวกับความลึกลับของอียิปต์โบราณก็คือแมรี่ คอเรลลี่ คนที่แต่งนิยายดังๆ หลายเรื่อง ที่ดังมากในบ้านเราก็คือ เดอะ ซอร์โรว์ ออฟ ซาตาน ไงครับ (อยากทราบว่าดังอย่างไรก็ต้องไปถามสิงห์สนามหลวง กับรัศมี เผ่าเหลืองทองดูเอาเอง) เธอผู้นี้เป็นคนแรกๆ ที่พูดถึงความตายอย่างผิดธรรมชาติของทีมขุดค้นร่วมกับคาร์เตอร์ว่า ความตายติดปีกมาเยี่ยมเยือนผู้เข้าไปในหลุมพระศพของฟาโรห์ ผู้ที่ร่วมใส่ไข่อย่างเมามันคนต่อไปก็คือ เซอร์อาร์เธอร์ โคแนนดอยล์ คนเดียวกับที่เขียนนิยายนักสืบเชอร์ล็อคโฮล์มสนั่นแหละ ท่านเซอร์อาเธอร์ผู้นี้มีรสนิยมในการเป็นร่างทรงอยู่เป็นประจำ (ฉะนั้น การที่นักเขียนไทยจะเขียนนิยายโดยอาศัยการทรงก็ดูจะไม่แปลก เพราะมันมีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน) ท่านเซอร์ผสมโรงว่า ความตายเป็น การแก้เค้นของฟาโรห์

 

ก็นี่แหละครับ คือต้นตอของความเชื่อเรื่องคำสาปของฟาโรห์

 

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน my articles - movies คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s