เมื่อนึกถึงกระบวนการสร้างขึ้นเป็นความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนใดคนหนึ่ง หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแล้วก็น่าประหลาดใจ กระบวนการเหล่านี้ก่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้เวลานานสักเท่าไร และจะเป็นแปลงอย่างไรต่อไป
ทำไมไม้กางเขนที่ตรึงมหาบุรุษท่านหนึ่งจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวท่านสืบต่อกันมาและกลายเป็นพลังอันดึงดูดความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมาย
ทำไมก้อนหินดำและอาคารรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการคำนับกราบวันละห้าครั้งเป็นอย่างน้อยของคนจำนวนเป็นร้อยๆ ล้านคนทั่วโลก
ทำไมหอไอเฟลซึ่งเกิดมาจากการประกาศศักดาของยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมและเหล็กกล้าอันเป็นผลพวงที่โยงใยย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติใหม่ในปี 1789 (เพราะหอไอเฟลตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปีของเหตุการณ์นี้) แต่ต่อมาจะได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปารีส แล้วท้ายที่สุดของประเทศฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป
ทำไมผืนผ้าที่ทำขึ้นด้วยแถบสี (ส่วนใหญ่มีสามสีคือน้ำเงิน ขาวและแดง อันเรียกว่า Tricolor หรือไตรรงค์) จึงสามารถกลายเป็นวัตถุแห่งความเชื่อและศรัทธา ปลอบประโลมและปลุกเร้าคนนับจำนวนแสนจำนวนล้าน แม้กระทั่งเดินไปสู่ความตายได้
ทำไมอาหารแสนประหยัดที่เกิดขึ้นในภาวะฝืดเคืองของสงครามโลกอย่างก๋วยเตี๋ยวผัดไทยและพาหนะเสี่ยงตายที่สุดของคนยากคนจนอย่างรถตุ๊กตุ๊กจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นไทย” ได้
ทั้งหมดนี้และยังมีอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงย่อมมีคำอธิบายแน่ๆ หากแต่คงจะไม่มีอะไรที่สามารถตอบได้อย่างง่ายๆ หรือสั้นๆ ได้
ในทางกลับกันหากมีใครตั้งโจทย์ว่าให้หานิยามว่าเมืองไทยคืออะไร เราคงจะต้องพยายามคลำหาว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เครื่องแต่งตัว ภาษาและอาหารการกิน ซึ่งในแต่ละเรื่องก็ล้วนแล้วแต่จะต้องหานิยามเฉพาะต่อเป็นเรื่องๆ ไป
หนังเรื่องลิสบอน สตอรี่นี้เกิดจากโจทย์ที่วิม เวนเดอร์สได้รับคำขอให้ทำหนังที่จะบอกความเป็นปอร์ตุเกสโดยผ่านเมืองลิสบอน หนังที่ควรจะเป็นสารคดีปรกติจึงกลายเป็นหนังเรื่องที่มีความเป็นลิสบอนและปอร์ตุเกาสที่งดงาม อ่อนหวานและขบขัน และที่สุดในขณะเดียวกับที่เสนอประเด็นความคิดเชิงปรัชญาตามแนวที่วิม เวนเดอร์สได้เคยเสนอมาในหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา ดังเช่นในเรื่องวิงค์ส ออฟ ดีซายร์ (Wings of Desire – 1987), อันทิล ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ (Until the End of the World – 1991), ฟาร์อะเวย์, โซโคลส (Faraway, So Close – 1993) และโตเกียว-ก๊ะ (Tokyo-Ga -1985)
โครงเรื่องของหนังสารคดีที่มีความเป็นหนังเรื่องนี้เริ่มจากจมหมายของฟรีดิช มอนโรถูกส่งมาจากลิสบอนเพื่อขอให้ฟิลลิป วินเทอร์ผู้กำกับเสียงของภาพยนตร์เดินทางมาช่วยทำเสียงให้กับหนังของเขาในลิสบอน ฟิลลิปขับรถเก่าบุโรทั่งจากเยอรมันไปยังลิสบอนเพื่อที่จะได้พบว่าฟรีดิชหรือฟริทซ์หายตัวไปอย่างลึกลับโดยทิ้งฟิล์มหนังที่ถ่ายครึ่งๆ กลางๆ เอาไว้ ฟิลลิปจึงตระเวนไปทั่วทั้งลิสบอนเพื่อตามหาเพื่อนของเขา
ฟิลลิปได้พบกับเด็กหลายคนที่เอาแต่ถ่ายเทปความเคลื่อนไหวของตัวเขาและอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในเลนส์แบบกลไกเชิงปฏิกิริยา เขาได้พบกับคณะนักร้องเพลงฟาดู (Fado) ที่ชื่อว่าเมเดรดีอุส (Madreddeus) ในระหว่างที่เขาตามหาฟริทซ์ เขาก็เริ่มต้นบันทึกเสียงต่างๆ ที่ได้ยินรอบๆ ตัว เสียงตะโกนของชาวบ้าน เสียงเด็กเล่น เสียงของรถรางที่แล่นขึ้นลงตามเนินของเมืองลิสบอน เสียงนกพิราบกระหยับปีกในย่านบัยซ่า เสียงแม่บ้านคุยกันในเขตอัลฟาม่าอันเป็นส่วนเก่าของเมืองลิสบอน เสียงหวูดเรือเดินสมุทรที่เคลื่อนตัวไปในกระแสแม่น้ำเตจู เสียงระฆังโบสถ์และเสียงลมที่พัดพาผ่านเข้ามาในเมือง จวบจนท้ายสุดของการตามหา เขาจึงได้พบกับฟริทซ์ผู้ซึ่งล้มเลิกความตั้งใจในการทำหนังตามกรอบคิดแบบเก่า โดยแสวงหาวิถีทางทำหนังที่สามารถจะบันทึกความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นไปโดยปราศจากความมีอคติของผู้กำกับและมุมมองของตากล้อง ฟริทซ์จึงอาศัยมือของเด็กๆ ทำการบันทึกภาพต่างๆ อย่างชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่า “ไม่เลือกหน้า” หรือแม้กระทั่งเอากล้องถ่ายหนังติดไว้กับแผ่นหลังของตัวเอง อันเป็นความพยายามที่จะลดความลำเอียงของผู้ถ่ายหนังดังที่กล่าวมาแล้ว
ผู้กำกับวิม เวนเดอร์สได้เสนอสาระสำคัญ 2 ประการเข้าไว้ในหนังเรื่องนี้ของเขา ก็คือสาระที่เกี่ยวกับความเป็นลิสบอน และสาระประการที่สองคือบทบาทของภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นสื่อที่ทำหน้าที่บันทึกข้อเท็จจริงและนำไปสู่ความเป็นจริงในท้ายที่สุด
ต่อสาระประการแรกนั้น วิมเสนอภาพของปอร์ตุเกสอย่างขบขันเสียดเย้ยและรักใคร่ โดยการเปิดเรื่องให้ฟิลลิปขับรถผ่านเมืองของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเยอรมนี ลงใต้ผ่านฝรั่งเศส เข้าสเปนแล้วจึงเข้าปอร์ตุเกสจากด้านทิศตะวันออก ท้องฟ้าอันสดใสเหนือทุ่งของปอร์ตุเกสทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์มากกว่าอากาศที่ขมุกขมัวของเมืองอุตสาหกรรมใหญ่น้อยของยุโรปกลางต่างๆ ที่ผ่านมาตามรายทาง ด่านร้างที่ปราศจากผู้คนเพราะการรวมตัวของนานาประเทศเข้าเป็นสหภาพยุโรปทำให้ด่านผ่านแดนเข้าปอร์ตุเกสหมดความหมายลงไปด้วย หรือคิดในมุมกลับก็คือด่านข้ามแดนหรือพรมแดนเคยมีประโยชน์อย่างไรกับมนุษย์หรือไม่ และทำไมต้องมีด่านเหล่านี้
สภาพถนนขึ้นๆ ลงๆ ของเมืองลิสบอนที่ตั้งขึ้นตามคติโรมันโบราณที่จะตั้งเมืองอยู่บนเนินเจ็ดลูกตามแบบกรุงโรม รถรางแบบเก่าจึงเป็นพาหนะอันสะดวกแก่ภูมิประเทศแบบลิสบอนและกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ไป
วิมไม่เลือกสัญลักษณ์ที่คนทั่วๆ ไปนึกถึงลิสบอนหรือปอร์ตุเกสอย่างเช่น สามเณราลัยเซนต์ เจอโรม (มอสตีโร ดอส เฮโรนีโมส) ป้อมเบเลง (Belém – ซึ่งคลี่คลายมาจากคำว่าเยรูซาเล็ม) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ ปราสาทเซนต์ยอร์จ การัม (Garum) หรือน้ำปลาซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่ปอร์ตุเกสส่งไปยังกรุงโรมสมัยโบราณ หรือแม้กระทั่งขนมทาร์ตไข่ (ปาสเตล เดอ นาตา – pastel de nata) อันมีชื่อเสียงของร้านคาซ่า ปาสตีส์ เดอ เบเลง (Casa Pasteis de Belém) ซึ่งกินกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบเก้าแล้วแพร่หลายกันตั้งแต่มาเก๊าจนถึงกรุงเทพฯ แต่วิมเลือกเอาอัลฟาม่า (Alfama) ย่านเก่าของเมืองลิสบอนที่เหลือรอดมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1755 ซึ่งถล่มเมืองลิสบอนเก่าจนราพณาสูร ให้อัลฟาม่าเป็นตัวแทนของลิสบอน เสียงเล็กเสียงน้อยตั้งแต่เสียงรถราง เสียงเด็กหัวร่อหยอกล้อ เสียงตะโกนของชาวบ้านร้านถิ่น เสียงนกกระหยับปีก และที่สำคัญคือเสียงของเพลงฟาดูที่โหยหาอาลัยซึ่งเกิดขึ้นในย่านอัลฟาม่านี้ตั้งแต่ประมาณทศวรรษของปี 1820 (ก่อนศตวรรษหลังการสูญสิ้นไปของลิสบอนเก่า) เพลงฟาดู (แปลว่า ชะตากรรม) นั้นค่อยๆ แพร่หลายแล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกส และเพื่อให้เห็นว่าฟาดูยังเดินเคียงคู่กับปอร์ตุเกาสปัจจุบัน วิมจึงเลือกเอาวงมาเดรเดอุสอันเป็นวงของคนหนุ่มสาวแทนที่จะใช้เสียงของนักขับฟาดูซึ่งเป็นพ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าอย่างอมาเลีย โรดริกส์ (Amalia Rodriques), คาร์ลูส ดู คาร์มู (Carlos do Carmo) ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตและขาดพลังอันกระฉับกระเฉง
สัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกสอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้กำกับหนังที่ชื่อมานูเอล เดอ โอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) ซึ่งเป็นที่นิยมและรู้จักกันทั่วไปในโลกของภาพยนตร์ในฐานะที่สร้างหนังที่มีสาระลึกซึ้ง และในฐานะที่เป็นผู้กำกับหนังซึ่งมีอายุมากที่สุด เขาเกิดที่เมืองโอปอร์ตู (Oporto) ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 1908 (สองปีก่อนรัชกาลที่ 5 สวรรคต)
มานูเอลปรากฏตัวและมีบทพูดในหนังเรื่องนี้ และเป็นสาระอีกประการหนึ่งของหนังเรื่องนี้ มานูเอลมีทัศนะต่อมนุษย์ในฐานะของฝุ่นผงคลีแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สิ่งที่หนังบันทึกเอาไว้จึงเป็นเพียงกรอบเล็กๆ ของเลนส์กล้องถ่ายหนังที่ถูกคัดสรรด้วยสายตาของผู้ถ่ายหนัง ความเป็นจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้จึงเป็นความเป็นจริงที่ถูกลดทอนลงโดยเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงความทรงจำ (memory) ที่ถูกคัดสรร ประเด็นนี้จึงอาจย้อนกลับสู่จุดกำเนิดของภาพยนตร์เมื่อตอนปลายของศตวรรษที่สิบเก้าในฐานะของสื่อชนิดใหม่ที่ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปของมนุษยชาติ หนังเรื่องแรกของโลกที่เราได้ดูกันเป็นหนังความยาวประมาณหนึ่งนาทีด้วยฝีมือของพี่น้องลูมีแยร์ (Lumiere) สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังซึ่งมีทั้งหมดสามเวอร์ชั่นนี้ เป็นภาพของกรรมกรโรงงานของลูมีแยร์เอง กรรมกรกรูกันออกจากโรงงานเพื่อจะกลับบ้าน แน่ละหลายคนพึงพอใจที่บอกว่านี่คือความเป็นจริงเกี่ยวกับกรรมกรที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เราเห็นรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว การทำผมเผ้า ข้าวของที่หิ้วติดตัว สุนัข รถจักรยาน รถม้าของชนชั้นแรงงานเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และที่สำคัญคือ กรรมกรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ข้อถกเถียงยังคงมีต่อไปว่าความเป็นจริงของกรรมกรเหล่านี้ล้วนถูกคัดสรรจากมุมมองของตากล้องซึ่งเป็นข้อถกเถียงเดียวกับที่ฟริทซ์เสนอเอาไว้ในหนังเรื่องลิสบอน สตอรี่ และนี่ก็เป็นการเตือนคนดูด้วยปากของวิม เวนเดอร์สเองว่าแม้หนังเรื่องนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่องของลิสบอน ปอร์ตุเกส แต่ก็เป็นเพียงความจริงบางส่วนที่ผ่านสายตาของเขาเท่านั้น
****************************************************
วิม เวนเดอรส์ (Wim Wenders) ชื่อเดิมคือ Ernst Wilhelm Wenders เป็นชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1945 มีพื้นทางการศึกษาด้านการแพทย์และปรัชญา มีผลงานกำกับมาแล้ว 53 เรื่อง เช่น Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), The American Friend (1977), The State of Things (1982), Paris, Texas (1984), Tokyo-Ga (1985) ถือเป็นหนังไหว้ครู Jasujiro Ozu, Wings of Desire (1987), Until the End of the World (1991), Faraway, So Close (1993), Lisbon Story (1994), Beyond the Clouds (1995), Million Dollar Hotel (2000) และเรื่องล่าสุดของเขาคือ Mundo Invisivel (2011)





