ลิสบอน สตอรี่ (Lisbon Story)

เมื่อนึกถึงกระบวนการสร้างขึ้นเป็นความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนใดคนหนึ่ง หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแล้วก็น่าประหลาดใจ  กระบวนการเหล่านี้ก่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้เวลานานสักเท่าไร และจะเป็นแปลงอย่างไรต่อไป

ทำไมไม้กางเขนที่ตรึงมหาบุรุษท่านหนึ่งจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวท่านสืบต่อกันมาและกลายเป็นพลังอันดึงดูดความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมาย

ทำไมก้อนหินดำและอาคารรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์จึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการคำนับกราบวันละห้าครั้งเป็นอย่างน้อยของคนจำนวนเป็นร้อยๆ ล้านคนทั่วโลก

ทำไมหอไอเฟลซึ่งเกิดมาจากการประกาศศักดาของยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมและเหล็กกล้าอันเป็นผลพวงที่โยงใยย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติใหม่ในปี 1789 (เพราะหอไอเฟลตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปีของเหตุการณ์นี้)  แต่ต่อมาจะได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปารีส แล้วท้ายที่สุดของประเทศฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป

ทำไมผืนผ้าที่ทำขึ้นด้วยแถบสี (ส่วนใหญ่มีสามสีคือน้ำเงิน ขาวและแดง อันเรียกว่า Tricolor หรือไตรรงค์) จึงสามารถกลายเป็นวัตถุแห่งความเชื่อและศรัทธา ปลอบประโลมและปลุกเร้าคนนับจำนวนแสนจำนวนล้าน แม้กระทั่งเดินไปสู่ความตายได้

ทำไมอาหารแสนประหยัดที่เกิดขึ้นในภาวะฝืดเคืองของสงครามโลกอย่างก๋วยเตี๋ยวผัดไทยและพาหนะเสี่ยงตายที่สุดของคนยากคนจนอย่างรถตุ๊กตุ๊กจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นไทย” ได้

ทั้งหมดนี้และยังมีอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงย่อมมีคำอธิบายแน่ๆ หากแต่คงจะไม่มีอะไรที่สามารถตอบได้อย่างง่ายๆ หรือสั้นๆ ได้

ในทางกลับกันหากมีใครตั้งโจทย์ว่าให้หานิยามว่าเมืองไทยคืออะไร เราคงจะต้องพยายามคลำหาว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เครื่องแต่งตัว ภาษาและอาหารการกิน ซึ่งในแต่ละเรื่องก็ล้วนแล้วแต่จะต้องหานิยามเฉพาะต่อเป็นเรื่องๆ ไป

หนังเรื่องลิสบอน สตอรี่นี้เกิดจากโจทย์ที่วิม เวนเดอร์สได้รับคำขอให้ทำหนังที่จะบอกความเป็นปอร์ตุเกสโดยผ่านเมืองลิสบอน  หนังที่ควรจะเป็นสารคดีปรกติจึงกลายเป็นหนังเรื่องที่มีความเป็นลิสบอนและปอร์ตุเกาสที่งดงาม อ่อนหวานและขบขัน และที่สุดในขณะเดียวกับที่เสนอประเด็นความคิดเชิงปรัชญาตามแนวที่วิม เวนเดอร์สได้เคยเสนอมาในหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา ดังเช่นในเรื่องวิงค์ส ออฟ ดีซายร์ (Wings of Desire – 1987), อันทิล ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ (Until the End of the World – 1991), ฟาร์อะเวย์, โซโคลส (Faraway, So Close – 1993) และโตเกียว-ก๊ะ (Tokyo-Ga -1985)

โครงเรื่องของหนังสารคดีที่มีความเป็นหนังเรื่องนี้เริ่มจากจมหมายของฟรีดิช มอนโรถูกส่งมาจากลิสบอนเพื่อขอให้ฟิลลิป วินเทอร์ผู้กำกับเสียงของภาพยนตร์เดินทางมาช่วยทำเสียงให้กับหนังของเขาในลิสบอน  ฟิลลิปขับรถเก่าบุโรทั่งจากเยอรมันไปยังลิสบอนเพื่อที่จะได้พบว่าฟรีดิชหรือฟริทซ์หายตัวไปอย่างลึกลับโดยทิ้งฟิล์มหนังที่ถ่ายครึ่งๆ กลางๆ เอาไว้  ฟิลลิปจึงตระเวนไปทั่วทั้งลิสบอนเพื่อตามหาเพื่อนของเขา

ฟิลลิปได้พบกับเด็กหลายคนที่เอาแต่ถ่ายเทปความเคลื่อนไหวของตัวเขาและอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในเลนส์แบบกลไกเชิงปฏิกิริยา  เขาได้พบกับคณะนักร้องเพลงฟาดู (Fado) ที่ชื่อว่าเมเดรดีอุส (Madreddeus)  ในระหว่างที่เขาตามหาฟริทซ์ เขาก็เริ่มต้นบันทึกเสียงต่างๆ ที่ได้ยินรอบๆ ตัว  เสียงตะโกนของชาวบ้าน เสียงเด็กเล่น เสียงของรถรางที่แล่นขึ้นลงตามเนินของเมืองลิสบอน เสียงนกพิราบกระหยับปีกในย่านบัยซ่า เสียงแม่บ้านคุยกันในเขตอัลฟาม่าอันเป็นส่วนเก่าของเมืองลิสบอน เสียงหวูดเรือเดินสมุทรที่เคลื่อนตัวไปในกระแสแม่น้ำเตจู เสียงระฆังโบสถ์และเสียงลมที่พัดพาผ่านเข้ามาในเมือง จวบจนท้ายสุดของการตามหา เขาจึงได้พบกับฟริทซ์ผู้ซึ่งล้มเลิกความตั้งใจในการทำหนังตามกรอบคิดแบบเก่า โดยแสวงหาวิถีทางทำหนังที่สามารถจะบันทึกความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นไปโดยปราศจากความมีอคติของผู้กำกับและมุมมองของตากล้อง ฟริทซ์จึงอาศัยมือของเด็กๆ ทำการบันทึกภาพต่างๆ อย่างชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่า “ไม่เลือกหน้า” หรือแม้กระทั่งเอากล้องถ่ายหนังติดไว้กับแผ่นหลังของตัวเอง อันเป็นความพยายามที่จะลดความลำเอียงของผู้ถ่ายหนังดังที่กล่าวมาแล้ว

ผู้กำกับวิม เวนเดอร์สได้เสนอสาระสำคัญ 2 ประการเข้าไว้ในหนังเรื่องนี้ของเขา ก็คือสาระที่เกี่ยวกับความเป็นลิสบอน และสาระประการที่สองคือบทบาทของภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นสื่อที่ทำหน้าที่บันทึกข้อเท็จจริงและนำไปสู่ความเป็นจริงในท้ายที่สุด

ต่อสาระประการแรกนั้น วิมเสนอภาพของปอร์ตุเกสอย่างขบขันเสียดเย้ยและรักใคร่ โดยการเปิดเรื่องให้ฟิลลิปขับรถผ่านเมืองของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเยอรมนี ลงใต้ผ่านฝรั่งเศส เข้าสเปนแล้วจึงเข้าปอร์ตุเกสจากด้านทิศตะวันออก  ท้องฟ้าอันสดใสเหนือทุ่งของปอร์ตุเกสทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์มากกว่าอากาศที่ขมุกขมัวของเมืองอุตสาหกรรมใหญ่น้อยของยุโรปกลางต่างๆ ที่ผ่านมาตามรายทาง  ด่านร้างที่ปราศจากผู้คนเพราะการรวมตัวของนานาประเทศเข้าเป็นสหภาพยุโรปทำให้ด่านผ่านแดนเข้าปอร์ตุเกสหมดความหมายลงไปด้วย  หรือคิดในมุมกลับก็คือด่านข้ามแดนหรือพรมแดนเคยมีประโยชน์อย่างไรกับมนุษย์หรือไม่ และทำไมต้องมีด่านเหล่านี้

สภาพถนนขึ้นๆ ลงๆ ของเมืองลิสบอนที่ตั้งขึ้นตามคติโรมันโบราณที่จะตั้งเมืองอยู่บนเนินเจ็ดลูกตามแบบกรุงโรม รถรางแบบเก่าจึงเป็นพาหนะอันสะดวกแก่ภูมิประเทศแบบลิสบอนและกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ไป

วิมไม่เลือกสัญลักษณ์ที่คนทั่วๆ ไปนึกถึงลิสบอนหรือปอร์ตุเกสอย่างเช่น สามเณราลัยเซนต์ เจอโรม (มอสตีโร ดอส เฮโรนีโมส)  ป้อมเบเลง (Belém – ซึ่งคลี่คลายมาจากคำว่าเยรูซาเล็ม) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ  ปราสาทเซนต์ยอร์จ การัม (Garum) หรือน้ำปลาซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่ปอร์ตุเกสส่งไปยังกรุงโรมสมัยโบราณ หรือแม้กระทั่งขนมทาร์ตไข่ (ปาสเตล เดอ นาตา – pastel de nata) อันมีชื่อเสียงของร้านคาซ่า ปาสตีส์ เดอ เบเลง (Casa Pasteis de Belém) ซึ่งกินกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบเก้าแล้วแพร่หลายกันตั้งแต่มาเก๊าจนถึงกรุงเทพฯ  แต่วิมเลือกเอาอัลฟาม่า (Alfama) ย่านเก่าของเมืองลิสบอนที่เหลือรอดมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1755 ซึ่งถล่มเมืองลิสบอนเก่าจนราพณาสูร  ให้อัลฟาม่าเป็นตัวแทนของลิสบอน เสียงเล็กเสียงน้อยตั้งแต่เสียงรถราง เสียงเด็กหัวร่อหยอกล้อ เสียงตะโกนของชาวบ้านร้านถิ่น เสียงนกกระหยับปีก และที่สำคัญคือเสียงของเพลงฟาดูที่โหยหาอาลัยซึ่งเกิดขึ้นในย่านอัลฟาม่านี้ตั้งแต่ประมาณทศวรรษของปี 1820 (ก่อนศตวรรษหลังการสูญสิ้นไปของลิสบอนเก่า)  เพลงฟาดู (แปลว่า ชะตากรรม) นั้นค่อยๆ แพร่หลายแล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกส  และเพื่อให้เห็นว่าฟาดูยังเดินเคียงคู่กับปอร์ตุเกาสปัจจุบัน วิมจึงเลือกเอาวงมาเดรเดอุสอันเป็นวงของคนหนุ่มสาวแทนที่จะใช้เสียงของนักขับฟาดูซึ่งเป็นพ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าอย่างอมาเลีย โรดริกส์ (Amalia Rodriques), คาร์ลูส ดู คาร์มู (Carlos do Carmo) ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตและขาดพลังอันกระฉับกระเฉง

สัญลักษณ์ที่สำคัญของปอร์ตุเกสอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้กำกับหนังที่ชื่อมานูเอล เดอ โอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) ซึ่งเป็นที่นิยมและรู้จักกันทั่วไปในโลกของภาพยนตร์ในฐานะที่สร้างหนังที่มีสาระลึกซึ้ง และในฐานะที่เป็นผู้กำกับหนังซึ่งมีอายุมากที่สุด  เขาเกิดที่เมืองโอปอร์ตู (Oporto) ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 1908 (สองปีก่อนรัชกาลที่ 5 สวรรคต)

มานูเอลปรากฏตัวและมีบทพูดในหนังเรื่องนี้ และเป็นสาระอีกประการหนึ่งของหนังเรื่องนี้  มานูเอลมีทัศนะต่อมนุษย์ในฐานะของฝุ่นผงคลีแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต  สิ่งที่หนังบันทึกเอาไว้จึงเป็นเพียงกรอบเล็กๆ ของเลนส์กล้องถ่ายหนังที่ถูกคัดสรรด้วยสายตาของผู้ถ่ายหนัง ความเป็นจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้จึงเป็นความเป็นจริงที่ถูกลดทอนลงโดยเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงความทรงจำ (memory) ที่ถูกคัดสรร  ประเด็นนี้จึงอาจย้อนกลับสู่จุดกำเนิดของภาพยนตร์เมื่อตอนปลายของศตวรรษที่สิบเก้าในฐานะของสื่อชนิดใหม่ที่ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปของมนุษยชาติ หนังเรื่องแรกของโลกที่เราได้ดูกันเป็นหนังความยาวประมาณหนึ่งนาทีด้วยฝีมือของพี่น้องลูมีแยร์ (Lumiere) สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังซึ่งมีทั้งหมดสามเวอร์ชั่นนี้ เป็นภาพของกรรมกรโรงงานของลูมีแยร์เอง  กรรมกรกรูกันออกจากโรงงานเพื่อจะกลับบ้าน แน่ละหลายคนพึงพอใจที่บอกว่านี่คือความเป็นจริงเกี่ยวกับกรรมกรที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เราเห็นรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว การทำผมเผ้า ข้าวของที่หิ้วติดตัว สุนัข รถจักรยาน รถม้าของชนชั้นแรงงานเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และที่สำคัญคือ กรรมกรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง  แต่ข้อถกเถียงยังคงมีต่อไปว่าความเป็นจริงของกรรมกรเหล่านี้ล้วนถูกคัดสรรจากมุมมองของตากล้องซึ่งเป็นข้อถกเถียงเดียวกับที่ฟริทซ์เสนอเอาไว้ในหนังเรื่องลิสบอน สตอรี่  และนี่ก็เป็นการเตือนคนดูด้วยปากของวิม เวนเดอร์สเองว่าแม้หนังเรื่องนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่องของลิสบอน ปอร์ตุเกส แต่ก็เป็นเพียงความจริงบางส่วนที่ผ่านสายตาของเขาเท่านั้น

****************************************************

วิม เวนเดอรส์ (Wim Wenders) ชื่อเดิมคือ Ernst Wilhelm Wenders เป็นชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1945 มีพื้นทางการศึกษาด้านการแพทย์และปรัชญา  มีผลงานกำกับมาแล้ว 53 เรื่อง เช่น Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), The American Friend (1977), The State of Things (1982), Paris, Texas (1984), Tokyo-Ga (1985) ถือเป็นหนังไหว้ครู Jasujiro Ozu, Wings of Desire (1987), Until the End of the World (1991), Faraway, So Close (1993), Lisbon Story (1994), Beyond the Clouds (1995), Million Dollar Hotel (2000) และเรื่องล่าสุดของเขาคือ Mundo Invisivel (2011)

Posted in discussion - movies | ใส่ความเห็น

ทอล์คกิ้ง พิคเจอร์ (Talking Picture)

ครูสอนประวัติศาสตร์พาลูกสาวเดินทางโดยเรือเดินสมุทรเพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขับเครื่องบินไปลงที่บอมเบย์ประเทศอินเดีย เรือเดินสมุทรออกเดินทางจากลิสบัว เมืองหลวงของประเทศปอร์ตุเกสซึ่งตั้งอยู่บนปากแม่น้ำเตจู (Tajo) แม่น้ำสายยาวที่สุดของคาบสมุทรไอบีเรีย (1,038 กิโลเมตร) มีกำเนิดจากตอนกลางของประเทศสเปนและมีชื่อว่าตากุส (Tagus) ในภาษาละติน และเตโฮ (Tajo) ในภาษาสเปน ผ่านเมืองสำคัญมากมายจนไหลมาออกมหาสมุทรแอตแลนติคที่ลิสบัว ลิสบัวจึงเป็นเมืองที่มีความเหมาะสมแก่การค้าพาณิชย์ทางทะเลเป็นอย่างยิ่ง เพราะปากน้ำมี ร่องน้ำลึกพอสำหรับเรือใหญ่ และยังสามารถเดินเรือขนาดกลางและเล็กทวนกระแสน้ำ ลึกเข้าไปยังส่วนต่างๆ ของคาบสมุทรไอบีเรียได้

เรือพาตัวละครหลักของเรื่องออกสู่ห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ เมืองลิสบัวคือโบสถ์เฮียโรนิโมส (Hieronemos) อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Monument of Discovery) และหอคอยเบเลง (Torre de Belém) อันเป็นเส้นทางและสถานที่ที่บรรดานักเดินเรือส่วนใหญ่ของปอร์ตุเกสออกเดินเรือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 500 ปีที่แล้ว (ยกเว้นอนุสาวรีย์ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง) จนกระทั่งเข้ายึดกุมเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญคือเส้นทางปอร์ตุเกส-อินเดีย

ลูกสาวตัวน้อยกระหายที่จะเรียนรู้ แม่ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ก็กระหายที่จะเล่าเรื่องราว การเดินทางของสองแม่ลูกจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ตามรายทางจากปอร์ตุเกสผ่านยุโรปใต้คือมาร์แซยส์ เนเปิ้ล เอเธนส์ อิสตันบูล ไคโร เข้าสู่คลองสุเอซเพื่อไปสู่น่านน้ำของห้วงสมุทรอินเดีย

แม้จะเป็นการเดินเรือเช่นกันกับพวกกะลาสี นักเสี่ยงโชค พ่อค้า ทหารและนักบวชเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว และมีปลายทางอยู่ที่อินเดียเหมือนกัน หากแต่เส้นทางเมื่อห้าร้อยปีที่แล้วต้องลัดเลาะลงใต้ เกาะชายทวีปอาฟริกาจนถึงแหลมกู๊ดโฮ้ปแล้วจึงอาศัยแรงลมพัดพาตัดเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ทั้งนี้ เป็นเพราะขณะนั้นยังไม่มีคลองสุเอซที่เชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดงซึ่งเพิ่งมาขุดกันเมื่อปี 1859 แล้วเปิดใช้ในปี 1869 ในสมัยของซาอิด ปาชาผู้ปกครองภายใต้อาณาจักรออตโตมัน ท่านมีอำนาจเหนืออียิปต์และซูดานในขณะนั้น อีกเหตุผลที่เดินเรืออ้อมแหลมก็เพราะหากเดินทางข้ามแดนอำนาจของออตโตมันและเจ้าอาหรับ-มุสลิมทั้งหลายเพื่อไปเอาสินค้าจากอินเดีย (โดยเฉพาะพริกไทยดำ เครื่องเทศ แพรไหม และอัญมณี) ก็ย่อมจะถูกเก็บภาษีผ่านแดนอยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นก็สู้ซื้อสินค้าจากพ่อค้าอาหรับเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องลงทุนในการเดินเรือใดๆ

การเดินทางของสองแม่ลูกไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการค้า การทหารและเผยแผ่ศาสนาเหมือนอย่างในอดีต แต่เป็นการเดินทางของปัญญาและความรู้

มาร์แซยส์บอกเล่าเรื่องราวของการเป็นเมืองเก่าแก่ของพวกฟินิเชีย นักเดินเรือซึ่งค้าขายตลอดทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การค้าของคนกลุ่มนี้ได้แก่ เหล้าองุ่น น้ำมันมะกอก เครื่องปั้นดินเผา สินแร่-โลหะและของป่า สถานีของสินค้าเหล่านี้จึงกลายเป็นการวางโครงสร้างของการเชื่อมต่อเส้นทางการค้าในคาบสมุทรนี้มาแต่อดีต เหล้าองุ่น น้ำมันมะกอกจากปอร์ตุเกส สเปนและอิตาลี เครื่องปั้นดินเผาจากตอนใต้ของอิตาลีและกรีซ สินแร่-โลหะจากกรีซ ตุรกี อียิปต์ มอรอคโด ของป่าจากอาฟริกาทางตอนเหนือทั้งหมด ประชาชาติพ่อค้าอย่างฟินิเชียจึงพัมนาภาษาเขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในการค้า จนกลายมาเป็นอักขระ 22 ตัว ซึ่งกรีซจะได้รับไปต่อยอดแล้วกลายมาเป็นรากฐานของภาษาในยุโรปทั้งหมด

ภูเขาไฟวิสุเวียสเป็นภูมิทัศน์หลักเมืองเนเปิ้ลซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญสองเมืองในสมัยโรมัน นั่นก็คือเมืองปอมเปอิ และเฮอร์คิวลานิอุม การระเบิดของภูเขาไฟลูกนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ได้ส่งเถ้าถ่านและหินละลายกลบทับทั้ง ปอมเปอิและเฮอร์คิวลานิอุมจนสูญหายไป เช่นเดียวกับเมืองกรีก โรมันทั้งหลายที่ถูกกดทับซ้อนด้วยเมืองรุ่นหลัง เรื่องราวของกรีก โรมันจึงเป็นเพียงเรื่องเล่า นิทาน ตำนาน และประวัติศาสตร์ตัวเขียนซึ่งขาดพยานวัตถุที่ชัดแจ้งสมบูรณ์

การขุดค้นทางโบราณคดีทั่วโลกในศตวรรษที่ 18 และ 19 จึงถูกเรียกว่าชุดการ “ค้นพบใหม่” นับตั้งแต่การ ขุดค้นเมืองเมมฟิสในอียิปต์ (1820) ครีต (1878) เมืองนิเนเวห์ (1841) และเมืองอูร์ในอิรัก (1853) ไมซีเนในกรีซ (1841) เมืองทรอยในตุรกี (1865) และปอมเปอิกับเฮอร์คิวลานิอุมในอิตาลี (1749) โดยเฉพาะสองเมืองหลังนั้นเมื่อรื้อเอาเถ้าและลาวาภูเขาไฟ (หนา 20-25 เมตร) ออก ร่องรอยของบ้านเมือง ถนนหนทาง ภาพวาดทำให้เรื่องราวสมัยโรมันมีพยานวัตถุยืนยันเรื่องเล่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ตัวเขียนจึงมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างแจ่มชัด

พระออร์โธดอกซ์ที่สองแม่ลูกพบและสนทนาด้วยตรงหน้ามหาวิหารพาร์เธนอนใจกลางกรุงเอเธนส์ ได้เล่าถึงตำนานการแข่งขันกันเป็นผู้บริบาลเมืองระหว่างเทพโพไซดอนแห่งห้วงมหาสมุทรกับเทพีอเธนา เทพีแห่งปัญญาและสงคราม เมืองนี้รับเอาเทพีเป็นผู้บริบาลดังที่ชื่อของเมืองสื่อความหมายนี้ต่อมา และได้ตั้งรูปเคารพขนาดมหึมาเอาไว้ 2 องค์ อยู่ตรงกลางลานและในเทวสถานพาร์เธนอนซึ่งทั้งสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่ พระได้พาเดินต่อไปยังอัฒจันทร์ (แปลว่าครึ่งวงพระจันทร์) สถานที่สำหรับการละครและการแสดงซึ่งเป็นชีวิตจิตใจของคนกรีกโบราณ ท้ายสุดท่านยังให้คำอธิบายถึงแนวคิดตรีเอกภาพตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ก่อนจากลากัน เป็นอันว่าในเวลาสั้นๆ สองแม่ลูก (และเรา) ได้ทราบเรื่องราวของความรุ่งโรจน์ของกรีซในอดีต และความเป็นไปของกรีซในปัจจุบัน

ฮะเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) หรือซังตา โซเฟีย (Sancta Sophia) ในภาษาละติน หรืออะยาโซฟิยา (Ayasofya) ในภาษาตุรกี ซึ่งแปลว่าปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 4 มีฐานะเป็นศูนย์กลางแห่งคริสต์ ออร์โธดอกซ์ เคยเป็นวิหารโรมันคาธอลิกระยะสั้นๆ ในสมัยครูเสด แล้วกลายมาเป็นสุเหร่าของอาณาจักรออตโตมัน จนเมื่อมาถึงสมัยสาธารณรัฐก็กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของตุรกีในปัจจุบัน สถานที่เพียงแห่งเดียวก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของตุรกี ตลอดกว่าหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีให้กับเด็กน้อยผู้กระหายในความรู้สืบต่อจากเรื่องราวที่เธอทราบมาจากเอเธนส์

ครูและแม่ได้พาลูกศิษย์และบุตรสาวนั่งชมทัศนียภาพของมหาปิรามิดกับสฟิงค์ ร่องรอยของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำบลกิเซห์ กรุงไคโรประเทศอียิปต์ สถาปัตยกรรมแห่งนี้สร้างความพิศวงให้กับมนุษยชาติตลอดมานับแต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,560 ปีก่อนสมัยของพระเยซู เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ตเข้าพิชิตอียิปต์เมื่อปี 1798 เพียงเก้าปีหลังจากการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสซึ่งสร้างผลสะเทือนให้กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วโลก แม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน นโปเลียนได้กล่าวปลุกใจทหารของตนให้ทำการรบต่อหน้าประวัติศาสตร์กว่าสี่พันปี (“Forward! Remember that from those monuments yonder forty centuries look down upon you.”) ได้รับชัยชนะใน “ศึกมหาปิรามิด” นี้ ทิ้งซากศพของทหารทั้งของตนและของพวกมัมลู้กเกลื่อนกล่นมากมาย แม่ซึ่งเป็นครูประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกลูกและเราว่าทำไมประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของมนุษย์ตามรายทางจึงร่วงโรยล่มสลายลงไป ที่เหลือของหนังนั้นมานูเอล เดอ โอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) ผู้กำกับได้ใส่ตัวละครที่แปลกประหลาดเป็นสตรีสาว สวย และมีชื่อเสียงสามคนขึ้นเรือมาจากมาร์แซยส์ เนเปิ้ล และเอเธนส์ บทสนทนาของเธอทั้งสามซึ่งพูดต่างภาษากันคือฝรั่งเศส อิตาเลียนและกรีก สนทนากันถึงชีวิต ความงาม ความสำเร็จ ความโดดเดี่ยว การมีบุตรและอื่นๆ อันเป็นเรื่องปรกติที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติภาษาพูดคุยและเผชิญกัน เราไม่ทราบว่าเธอทั้งสามคือใคร หรือว่าผู้กำกับอยากจะบอกกับเราว่าชีวิตของมนุษย์ผู้ซึ่งบันดาลให้เกิดความรุ่งโรจน์ ทิ้งร่องรอยเป็นสถาปัตยกรรมและภาษา วัฒนธรรม อารยธรรมต่างๆ อันน่าพิศวงนั้น ล่วนแต่เกิดมาจากการกระทำและไม่กระทำ กิริยาและปฏิกิริยาของความงามสง่าทั้งสามหรือที่ฝรั่งอังกฤษเรียกว่า ทรีเกรซเซส (Three Graces) อันได้แก่ความมีเสน่ห์ (charm) ความงาม (beauty) และความสรรค์สร้าง (creativity) คุณสมบัติทั้งสามประการอันควบคู่มากับด้านที่ตรงกันข้ามของมันได้ก่อให้เกิดและทำลายล้างในทุกที่ ทุกหนแห่งและตลอดกาลเวลา ดังได้ทำลายล้างแม่ (ความรู้และประวัติศาสตร์) และลูก (ความเยาว์วัย ความไร้เดียงสา ความกระหายรู้ และความหวังแห่งมนุษยชาติ) ในตอนจบของเรื่องเสียงเพลงกรีกที่ร้องขึ้นว่า “…เมื่อลมหนาวจากทิศเหนือพัดมา ก็ปลิดผลและใบของต้นส้มร่วงหล่นลงกับ พื้น…” อ้อยอิ่งอยู่ในโสตประสาทของคนดู

*******************************

มานูเดโอลิเวียร่า (Manoel de Oliveira) เป็นผู้กำกับหนังที่มีชื่อเสียงของปอร์ตุเกสและของโลกำ  เขาเกิดที่เมืองโอปอร์ตู (Oporto) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1908  จึงเป็นผู้กำกับหนังที่อายุมากที่สุดในโลก  เขากำกับหนังมาแล้ว 60 เรื่อง  เรื่องล่าสุดชื่อ The Strange Case of Angelica ซึ่งจะออกฉายในปี 2012 นี้

ส่วนดารานำแสดงใน “หนังพูด” (Talking Picture หรือในภาษาปอร์ตุเกส Un Filme Falado ซึ่งก็แปลว่าหนังพูดเช่นกัน) ที่สร้างในปี 2003 นี้ได้แก่จอห์น มัลโควิค (John Malkovich) แคเธอรีน เดเนอฟ (Catherine Deneuve) สเตฟาเนีย ซานเดรลลิ (Stafania Sandrelli) อิรีน ปาปัส (Irene Papas) และแม่ (เลโอนอร์ ซิลเวียร่า – Leonor Silverira) กับลูก (ฟิลิปา เดอ อัลมีดา – Filipa de Almeida)

Posted in discussion - movies | ใส่ความเห็น

Wu Xia – นักฆ่าเทวดาแขนเดียว

สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ

ผมเริ่มปีใหม่นี้ด้วยการดูหนังจีนชื่อ Wu Xia (นักฆ่าเทวดาแขนเดียว) ซึ่งสถานที่ที่เขาใช้ถ่ายทำสวยมากๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นจีนใต้กระมัง เพราะเห็นฉากนึงเป็นตลาดและมีอักษรแบบที่คล้ายกับล้านนาปรากฎอยู่

คนในหนังแต่งชุดย้อมดำแบบเดียวกับที่เราเห็นคนล้านนาเขาใส่กัน ผมเองคิดว่าเสื้อย้อมฮ่อมแบบทางเหนือ (เช่น หมู่บ้านทุ่งโฮ้งของแพร่) น่าจะเป็นสีและการย้อมด้วยพืชแบบโบราณที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองไทยปัจจุบัน

การใช้สีที่มากมายของสังคมจีน (โดยเฉพาะเขตเมือง) น่าจะเกิดขึ้นภายหลัง และน่าจะเกิดขึ้นตามเส้นทางที่มีการติดต่อทางการค้ากับชุมชนอื่น เสื้อผ้าแบบที่เราเรียกว่า “พื้นเมือง” ของชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสีสันๆ ตลอดเส้นทางสายไหมนั้น พาดตั้งแต่จีน ลากผ่านเอเชียกลางและยาวต่อจนไปพบกับเอเชียใกล้นั้นหยุดลงที่ตุรกี

สีที่เกิดจากพืชนานาชนิด ดินกับสินแร่มากมาย เครื่องเทศ จนกลายเป็นการพัฒนาของ alchemy ซึ่งก้าวหน้ามากในวัฒนธรรมแบบ เปอร์เชีย-อาหรับ ได้แต่งแต้มเติมสีสันให้กับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผ้าแพรพรรณ ภาชนะ ภาพวาด สถาปัตยกรรม การละคอนและอื่นๆ และได้เกิดเป็นความหมายในเชิงรหัสนัย ในความเชื่อและความนึกคิดของมนุษย์ที่หลากหลายซับซ้อน

หนังให้ภาพในเชิงมานุษยวิทยาของชุมชนชาวนามากจนไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ในจีนปัจจุบัน โดยจับเหตุการณ์ในช่วงเวลาของปี 1917 ซึ่งโดยภาพรวมแล้วจีนและโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก (คงไม่ต้องพูดถึงรัสเซียที่เศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่ได้ก้าวมาถึงแล้ว ความจริงคงต้องบอกว่าโลกโดยรวมของศตวรรษใหม่ได้เคลื่อนมาถึงแล้ว)

ตัวละคอนในหนังเน้นประเด็นความยุติธรรม ความดี และการรักษากฎหมายซึ่งผมว่าประเด็นดูทันสมัย ที่เกิดและกำลังดำเนินอยู่รอบๆ ตัวเรา

นักแสดงหลักมีทั้ง ดอนนี่ เยน ทาเกชิ ทาเนชิโร และหวังอยู่ ซึ่งทั้งหมดเล่นได้ลึกและซับซ้อนกว่าที่เคยดูเขามาในเรื่องอื่นๆ อันนี้คงต้องชมว่าเป็นฝีมือการแสดงของเหล่าดาราทั้งหลายและที่ยอดเยี่ยมก็น่าจะเป็นเพราะฝีมือกำกับของ Peter Chan

ผมคิดว่าหากชอบ Crouching Tiger, Hidden Dragon ก็น่าจะชอบเรื่องนี้เช่นกันครับ

Posted in discussion - movies | Tagged , , , , , | ใส่ความเห็น

นายกฯ กับอองซานซูจี

การ์ตูนโดย Mor

ภาพของคุณยิ่งลักษณ์นั่งคู่และจับมือกับอองซานซูจีที่แพร่หลายในสื่อต่างๆเมื่อเร็วๆ นี้ให้ความรู้สึกที่หลากอารณ์ให้กับผม

ภาพนั่งคู่ของทั้งสองนั้น คุณยิ่งลักษณ์ดูสวยดีในขณะที่อองซานซูจีนั้นดูงามและสง่า

ระหว่างความสวยกับงามและสง่านั้นมีชอ่งว่างขนาดมหึมาคั่นอยู่ระหว่างกลาง

คนสวยนั้นอายุสี่สิบสี่ ใช้เวลาก้าวมาสู่ตำแหน่งเพียงสี่สิบหกวัน อยู่ในตำแหน่งมาสี่เดือน ไม่เคยตอบคำถามที่สำคัญใดๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเธอได้เลยแม้แต่คำถามเดียว  แต่ผลงานเช่นว่านี้ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสะทกสะท้านได้เลย เพราะเธอทราบดีว่าตามกลไกทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรหรือใครที่สามารถทะลุทลวงมาถึงตัวเธอได้  อารมณ์สดชื่นได้เสมอดังที่เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ  ไม่ทราบเหมือนกันว่าเธอจะรู้หรือไม่ว่าเธอคือใครและเป็นอะไร

คนงามและสง่านั้น อายุหกสิบหกแล้ว เธอถูกคุมขังอยู่ในบ้านเล็กๆของเธอมา ตั้งแต่ปี 2533 จนถึง 2553 รวมแล้วยี่สิบปี เมื่อเธอถูกคุมขัง เธออายุเท่ากับคุณยิ่งลักษณ์ในตอนนี้ (หากท่านนีกไม่ออกว่ายี่สิบปียาวนานสักแค่ไหนก็ลองขังตัวเองอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนให้ได้สักสามวัน  แล้วขยายจินตนภาพให้เป็น 6300-อ่านว่าหกพันกับสามร้อยวัน) ตรงนี้ผมจะไม่ดราม่าต่อไปถึงเรื่องสามีของเธอที่ตายไปแล้วและลูกชายที่เพิ่งได้พบหน้ากัน ทั้งคู่ไปไหว้พระเจดีย์ด้วยกัน (ไม่ได้ไปที่สวนสัตว์)

กว่าเธอจะก้าวมายังตำแหน่งที่ยืนอยู่นี้เธอสามารถตอบคำถามหนักๆจะนักข่าวมาแล้วทั่วโลก  และอย่างมีสาระ เป็นเรื่องเป็นราว

คนสวยแต่งตัวได้งามเก๋ เสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชิ้นล้วนมีคำรับประกันจากแบรนด์ระดับนานาประเทศ

คนงามและสง่านั้น สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชาวพม่าและเมียนม่ารับรองได้ว่างดงาม มีรสนิยม มีความหมาย

การ์ตูนของหมอที่แปะมาข้างต้นนี้คงสะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี

สายตาของอองซานซูจีดูมีเมตตา

สายตาของคุณยิ่งลักษณ์ดูไร้เดียงสาและว่างเปล่า

Posted in dicussion - current affair | Tagged , | ใส่ความเห็น

ไม้กางเขน

ได้รับคำถามว่า:

“ ตอนไปอิตาลีกับอาจารย์ ถามอาจารย์ว่า กางเขน Jesus มี 2 แบบ คือแบบขาขนานกันและแบบเท้าซ้อนกัน อาจารย์อธิบายว่าไงจำไม่ได้ นี่เพิ่งมาอ่าน note ที่ไปเที่ยว Spain-Portugal ไกด์ท้องถิ่นอธิบายว่า แบบแรกถือว่า Jesus Christ เป็น God และแบบที่สองเป็นมนุษย์ หรืออาจจำสลับกัน พอดีนึกถึงตอนที่ไปเที่ยวแล้วไกด์แจงให้ฟัง แต่ไอ้เราจำคำตอบไม่ได้ เลยถามอาจารย์ไป “

มีคำตอบอย่างนี้ครับ:

อันนี้ไม่ทราบว่า การตรึงทั้งสองฝ่าเท้าและตรึงแบบทับซ้อนต่างกันอย่างไร และพระเยซูท่านจะถูกตรึงอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะไม่มีหลักฐาน ด้วยเหตุที่ว่าตามตำนานนั้น เมื่อท่านฟื้นคืนพระชนม์ชีพ หลังจากได้ไปพบกับลูกศิษย์ (สามครั้ง?) ร่างท่านก็กลายเป็นกายทิพย์แล้วลอยขึ้นสู่สวรรค์ (จึงไม่มีร่างของท่านเหลืออยู่บนโลกมนุษย์)

เมื่อเร็วๆนี้มีหนังสือชื่อ The Jesus Tomb Family เขียนโดย Simcha Jacobovici และCharles Pellegrino เขียนคำนำโดย James Cameron ผู้กำกับหนังเรื่อง Titanic (Harper Collins Publisher’ 2007) บอกว่ามีการพบ Ossuary (หีบเก็บกระดูก อันนี้เป็นธรรมเนียมแบบกรีกที่เมื่อร่างคนตายสลายไปหมดในหีบหิน-sarcophagus-แล้วก็จะเก็บกระดูกใส่หีบใบเล็ก) ซึ่งระบุว่าเป็นของ Jesus, son of Joseph 

ทางศาสนจักรเดือดเนื้อร้อนใจกันพอควร (แบบเรื่อง Mary Magdalene ของแดน บราวน์นั่นแหละ) เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อดังจารีตที่มีมา

อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ผมเล่าเรื่องหนังสือนี้กับไกด์อิสราเอล  เขาบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่กุขึ้น คนต้นเรื่องกำลังโดยดำเนินคดีอยู่

รูปต่างๆ ที่เราเคยเห็นอย่างคุ้นเคยนั้นเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการตีความของศิลปินทั้งสิ้น

บ่อยครั้งที่ศิลปินคำนึงถึงความ “ตายอันสง่างาม” ของท่าน (เช่น รูปตรึงกางเขนของ Velasquez และของ Salvador Dali เป็นต้น) ความงามและความจริงจึงอาจเป็นคนละเรื่องกัน (เรื่องพระพักตร์ของพระเยซูเองก็เป็นทำนองเดียวกัน ที่เกิดจากการตีความของศิลปินแต่ละยุคสมัย โดยอ้างว่านักบุญลุก-Luke-เป็นผู้วาดภาพพระพักตร์ของพระเยซูเพราะทันเห็นกัน แต่ก็ไม่มีต้นฉบับอีกนั่นแหละ และมักอนุโลมเอาว่ารูปวาดไอคอนแบบบีแซนทีนน่าจะ “ใกล้” ที่สุด)

แต่ในทางโบราณคดี ได้พบชิ้นส่วนของกระดูกข้อเท้าของนักโทษตรึงกางเขนร่วมสมัยกับพระเยซูพบว่า ตะปูนั้นถูกตอกลงบนข้อเท้า

สันนิษฐานว่าเพื่อให้มีความมั่นคงของการตรึง และการตอกมือก็ตอกลงบนข้อมือเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น น้ำหนักของร่างจะถ่วงให้ฝ่ามือฉีกขาดออกจากกัน

รายละเอียดมากไปกว่านั้น ก็คือ กางเขนบางอันมีชิ้นไม้เล็กๆ รองก้นกับ/หรือรองฝ่าเท้าเพื่อให้ตายช้าลงและทรมานมากขึ้น

เชื่อว่าการตรึงกางเขนนั้นบางทีก็ทำเป็นกางเขนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว บางทีก็เอาง่ายเข้าว่าโดยการตรึงลงไปที่ง่ามของต้นไม้ เพราะการประหารด้วยวิธีนี้เป็นการประจานเชิงข่มขู่สำหรับโทษอุกฉกรรจ์ต่ออำนาจรัฐ (โรมัน)

คำถาม: หากคุณทักษิณจะถูกตรึงกางเขน จะเป็นกางเขนลักษณะไหน

คำตอบจะอยู่ที่ท้ายสุดของจดหมายครับ 

โดยธรรมเนียมแล้วกางเขนในศาสนาคริสต์นั้นมีหลายลักษณะ เช่น รูปตัวที ที่ในบ้านเราคุ้นเคยกันนั้นเราเรียกว่ากางเขนแบบโรมัน (โรมันครอสส์) แต่ฝ่ายนิกายออโธดอกซ์นั้นใช้กางเขนแบบมีเขนสองอันทับซ้อนกัน  

กรีกออโธดอกซ์แม้จะเป็นออโธดอกซ์แต่กลับใช้เป็นรูปเครื่องหมายบวก แล้วเรียกกางเขนแบบนี้ว่ากรีกครอสส์ ในขณะที่พวก มอลต้าใช้กางเขนแบบกรีกแต่ทุกปลายแขนจะจักลงไปกลายเป็นรูปเหมือนหางนกแซงแซวเรารียกกางเขนชนิดนี้ว่า มัลตีสครอสส์

 ผมไม่ทราบที่มาของความแตกต่างเหล่านี้

 อยากจะเดาว่าเป็นการสร้างลักษณะเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นความแตกต่างของแต่ละนิกายและน่าจะเกิดในสมัยกลาง ยุคสมัยที่ทุกนิกายต่างมีกิจกรรมอันคึกคักของตน เพราะมีผลประโยชน์ที่ต่างช่วงชิงกันเก็บเกี่ยว

 อีกทั้งความแตกต่างก็อาจเกิดจากตำนานความเชื่อต่างๆ เช่น นักบุญปีเตอร์ ท่านขอให้กางเขนของท่านเป็นรูปตัวเอกซ์  เพราะไม่ต้องการให้กางเขนของท่านเสมอเทียบเท่ากับของครูท่าน (พระเยซู) เป็นต้น

 บนกางเขนของพระเยซู  ศิลปินมักจะเขียนอักษรละตินว่า INRI (อักษร I และ J ในภาษาละตินนั้นเป็นอักษรตัวเดียวกัน) ซึ่งอ่านว่า Jesus of Nazareth, Rex of Jews (เยซูชาวเมืองนาซาเรธ  เจ้าแห่งยิว)

 อันนี้ก็เข้าใจว่าศิลปินเป็นคนเติมรายละเอียดลงไป เพราะตามจารีตบอกว่าท่านถูกตรึงพร้อมโจรอีกสองคน

 การใส่รายละเอียดนี้ลงไปทำให้เรื่องราวของภาพนั้นชัดเจนมากขึ้น (น่าสังเกตว่ากางเขนของพระเยซูจะถูกว่างไว้ตรงกลางระหว่างอีกสองอัน ตรงนี้ก็เข้าใจว่าเป็นการตีความของศิลปินอีกเช่นกัน)

 สวัสดีปีใหม่ (ขอให้พรุ่งนี้และปีหน้าไม่มีปูและฝูงสรรพสัตว์พวกของเธอครับ)

ทรงยศ 

คำตอบ: คุณทักษิณน่าจะถูกตรึงบนง่ามไม้และมีชิ้นไม้ชิ้นใหญ่รองให้ทั้งที่เท้าและที่ก้น (จะได้ช้ามากๆ)

Posted in discussion - art and cultures | Tagged , , , , , | ใส่ความเห็น

หนังเสาร์สะดวก

This gallery contains 3 photos.

เสาร์ที่ 27 สิงหาคมนี้ รายการหนัง..เสาร์สะดวก…ของเรานำเสนอหนังในชุด ฌากส์ ตาติ ผู้กำกับนักแสดงฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ตาติ (1907-1982) ทำหนังเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ทุกเรื่องของเขาสะท้อนให้เห็นชีวิตของมนุษย์ และการเปลี่ยนของยุคสมัยได้อย่างกินใจ…ลึกซึ้ง ภาพยนตร์ที่เรานามาเสนอในคราวนี้คือ Mon Oncle (1958/116 min) พี่เขยของ ม.อูโลต์ เป็นเจ้าของโรงงานพลาสติกที่ทันสมัย บ้านและทุกคนในบ้านมีชีวิตที่ “ทันสมัย” ม.อูโลต์ ซึ่งใกล้ชิดกับลูกชายนาอิทธิพล “สังคมเก่า” มา ทำให้พี่เขยต้องทำให้อูโลต์ทันสมัยให้ได้   Play Time (1967/120 min) ม.อูโลต์ นัดพบกับ “คนในตึกสมัยใหม่” ความซับซ้อนของอาคารทำให้อูโลต์คลาดกับคนๆ นั้นหลายครั้งหลายครา อูโลต์ถูกฝูงนักท่องเที่ยวเบียดไหลไปยังที่ต่างๆ ของปารีส ท้ายสุดทุกคนก็เป็นเพียงม้าหมุนในวงเวียน….เท่านั้นเอง … Continue reading

More Galleries | | 2 ความเห็น

สะพาน (บทต่อ)

การข้ามน้ำ (คู คลอง  แม่น้ำ ห้วงน้ำ) น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติ  ในแต่ละสังคม แต่ละพื้นที่ แต่ละเวลาคงมีวิธีที่แตกต่างกัน  การที่มีสายน้ำมาขวางกั้นย่อมทำให้พื้นที่ของมนุษย์สิ้นสุดลงตรงนั้น และการ “ข้ามฟาก” ไปได้ ย่อมทำให้พื้นที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ

 ผมนึกถึงวิธีการข้มน้ำแบบต่างๆ แล้วอดทึ่งในความพยายามของมนุษย์ไม่ได้  สำหรับบริเวณตะวันออกใกล้ เอเชียกลางนั้น เคยเห็นรูปและเคยอ่านหนังสือว่า เขาใช้หนังสัตว์ (แกะ/แพะ) มาเย็บเป็นถุง หากถุงเล็กก็เป็นภาชนะบรรจุน้ำดื่มใช้สำหรับเวลาเดินทางไกล  หากใช้ข้ามน้ำก็ต้องใช้หนังสัตว์ทั้งตัว เมื่อเย็บเสร็จก็เป่าลมเข้าไป  ถุงพองลมนี้ใช้ในการข้ามน้ำโดยการเกาะพยุงไปเรื่อยๆ

 คนที่อยู่บริเวณแม่น้ำสินธุช่วงต้นนั้น  เนื่องจากน้ำไหลอย่างเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยเกาะแก่ง  แม้ลำน้ำจะไม่กว้าง แต่ก็พัดพาจัดจ้านรุนแรง  หากไม่รอจนช่วงฤดูน้ำน้อย ก็อาจต้องใช้ข้ามน้ำด้วยสายเชือกหรือสลิงโยงกระเช้าชักรอกข้ามกันไป

 แน่ละ บางตอนของลำน้ำ ผมจะได้เห็นว่ามีการจำหลักด้วยภาษาต่างๆ  (พราหมณ์ อุรดู ฮินดี  อาหรับ ฯลฯ) บนก้อนหินริมตลิ่ง  อีกฟากฝั่งก็ยังมีจำหลักพระพุทธรูปยืนบนชะง่อนหน้าผาที่มองเกือบเห็นจากแม่น้ำ  ผมเข้าใจว่าบริเวณนี้ นอกจากจะต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยแล้ว  ยังคงต้องอาศัยการอธิษฐานช่วยอีกแรงเพื่อให้ข้ามน้ำไปได้โดยปลอดภัย

 แพและเรืออาจจะเป็นวิธีข้ามน้ำที่ใกล้เคียงกับวิธีข้างต้น  กล่าวคือใช้วิธีการลอยน้ำ (ทั้งในน้ำและทั้งบนน้ำ) ข้ามไป

 หยวกกล้วย ลำต้นไม้ไผ่ (ขนาดใหญ่) หรือขอนไม้ที่ลอยน้ำได้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแพ  แม้จะใช้ข้ามน้ำได้ แต่ประโยชน์ที่มีมากกว่าคือการเอาชนะการเดินทางบกที่ทุรกันดารโดยได้ระยะทางที่เคลื่อนไปตามสายน้ำ จึงไปได้ไกลขึ้น

 ส่วนเรือก็คือขอนไม้ที่ลอยน้ำได้ โดยใช้วิธีขุดตรงกลางลำต้นไปตามแนวยาว  ขอนไม้ที่ขุดกลางนี้กลายสภาพเป็นเรือ  และการจัดรูปร่างให้เพรียวขึ้น (แหลมหัวท้าย) ก็ช่วยให้การเคลื่อนไหวด้วยใบพายคล่องแคล่วและเบาแรงขึ้น

พัฒนาการต่อจากเรือขุดก็คือการต่อเรือโดยใช้ไม้กระดานมาประกอบกันขึ้นเป็นเรือที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป  ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ในการประสานไม้กระดานแต่ละแผ่นให้ต่อกันสนิท “เป็นเนื้อเดียวกัน” โดยใช้เส้นใย/เยื่อไม้/เชือก อุดรอยต่อของกระดาน แล้วชโลมด้วยยางไม้  วิธีการเช่นนี้นั้น ท่าจะต้องอาศัยเวลาอีกนานพอควรที่จะก้าวพัฒนามาถึงจุดนี้ได้

 เมื่อเรือเปลี่ยนลักษณะ ความคิดในการควบคุมการเคลื่อนไหวก็ขยับตามมาด้วย ทั้งหัวเรือ ท้ายเรือที่มีลักษณะต่างกันไป ทั้งแหลม ทั้งป้าน ทั้งแหลมท้ายยกสูง (เรืองแมงป่อง) หางเสือถูกใส่เข้ามาในลักษณะต่างๆ เพื่อช่วยคุมทิศทาง  ใบพายและเสาค้ำถ่อช่วยในการเคลื่อนที่ และใบเรือแบบต่างๆ ก็ช่วยทุ่นแรงในการพายและค้ำถ่อ (ที่จะต้องกินแรงมากๆ เมื่อเดินทางไกลๆ)

 พิพิธภัณฑ์เรือภาคกลางของอาจารย์ภูธร ภูมะธนที่วัดยาง ณ รังสี จังหวัดลพบุรี มีแต่เรือที่ใช้พายและถ่อ  ผมเข้าใจเอาเองว่าสังคมไทยแต่เดิมเราสัญจรกันแต่ในลำน้ำค่อนข้างเล็กและสงบลม การใช้ใบเรือคงจะไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่นัก

 รูปจำหลักปูนปั้นพุทธตำนานชาดกสมัยทวาราวดี (คริสตศตวรรษที่ 6-11) ที่เคยจำหลักอยู่รอบฐานพระสถูปจุลประโทน ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์นครปฐม เรือที่เราเห็นก็เป็นแบบเสากระโดงเดี่ยว แต่ไม่มีใบเรือ  ซึ่งท่าจะเป็นเรือที่คุณเมฆ มณีวาจา (ไมเคิล ไรท) ชี้ชวนให้ผมดูที่ศรีลังกา  แล้วท่านบอกผมว่าเรียกว่า ดาว (Dhow)

เรือ dhow ภาพจากวิกิพีเดีย

 ผมเข้าใจเอาเองอีกว่า เรือชนิดนี้น่าจะแล่นได้ทั้งในคูคลอง แม่น้ำที่มีลม และในทะเลเขตชายฝั่ง

 ดูด้วยสายตาก็น่าจะเป็นชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในแม่น้ำไนล์ เพียงแต่ว่าที่โน่น (แม่น้ำไนล์) ไม่ต้องมีประทุนคุ้มหัวกันฝน  แต่ที่อินเดีย ลังกา และพม่า (?) นั้น ประทุนต้องมี เพราะฝนชุกเหลือหลาย

 เรือดาวทั้งที่โน่นและที่นี่ เหมือนกันก็ตรงที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้งานตั้งแต่นมนานมาแล้ว และยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน  และผมเข้าใจเอาเองอีกแล้วว่า เรือชนิดนี้พัฒนามาจนสุดยอดแล้วจึงยังคงรูปอยู่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 จินตนาการของเรือที่สุดยอดของคนในโลกตะวันตก เห็นจะเป็นจินตนาการของเรือโนอาห์  หน้าตาของมันจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ทราบได้  เพราะคนในพระคัมภีร์ (พันธสัญญาเก่า) ก็คงจะจินตนาการไปไม่ได้เช่นกัน  ด้วยเหตุที่เมื่อนึกถึงภูมิประเทศแล้ว เรือใหญ่ที่สุดที่จะเคยเห็น (แต่ก็คงน้อยเต็มที) ก็คือเรือพ่อค้าฟินิเชียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือเรือกษัตริย์ของอียิปต์ในลุ่มแม่น้ำไนล์

 เรืออียิปต์โบราณที่อาจจะยกเป็นตัวอย่างก็เช่น เรือสุริยเทพที่ (สันนิษฐานว่า) ใช้เคลื่อนพระศพของฟาโรห์คาเฟร่ (Khafre)  ยาวสักเท่ากับอาคารคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งปัจจุบันเขาปฏิสังขรณ์แล้ว และจัดแสดงให้ชมในอาการใกล้กับปิรามิดคาเฟร่ที่ว่านั้น เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (กลางเดือนมิ.ย. 54) เขาก็พบคล้ายๆ กันอีกลำนึง  หลักฐานอื่นที่พอจะช่วยให้เห็นรูปร่างเรือของอียิปต์โบราณก็คือจำหลักพิธีโอเปต (Opet) แห่งเทวดาจากวิหารคาร์นาคไปวิหารลุกซอร์  และวิหารเอ็ดฟู  ประมาณว่าน่าจะเป็นเรือยาวสัก 14-18 เมตร (น่าจะขนาดเดียวกับที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พาณิชย์นาวีที่จันทบุรีกระมังครับ คุณเอิบเปรม วัชรางกูร)  ใช้ทั้งใบเรือ (รูปสี่เหลี่ยม เสากระโดงเดียว) และใช้ทั้งฝีพาย (เมื่อเคลื่อนทวนลม-กระแสน้ำ)

 จำหลักที่สำคัญอีกที่นึงคือที่มหาวิหารดีร์ อัล บาฮารี (Deir el-Bahari) ศูนย์กลางลัทธิบูชาฟาโรห์สตรีที่ชื่อว่าฮัตเชปสุต  จำหลักแสดงขบวนการทูต-การค้า ของพระนางไปยังนครพุนต์ (Punt)

 นัยว่าขบวนคณะเดินทางชุดนี้ล่องด้วยเรือในแม่น้ำไนล์ แล้วขึ้นบกเพื่อจะหาม (ชักลาก) เรือข้ามทะเลทราย แล้วไปลงน้ำอีกทีในทะเลแดง (บางคนสันนิษฐานว่าเรืออาจถูกถอดเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาปรุงใหม่)   แล้วแล่นเลาะชายฝั่งไปจนนครพุนต์ (ประเทศมาลีในปัจจุบัน)

 เท่าที่ดูจำหลัก ขนาดของเรือก็คงประมาณๆ เดียวกับจำหลักที่วิหารคาร์นาคและเอ็ดฟู  อาจใส่ไข่ให้ใหญ่มากขึ้นไปอีกหน่อยให้สมฐานะที่เป็นเรือของฟาโรห์

เรือโนอาห์ ภาพเขียนจากเนกาแกลเลอรี่ บาหลี

 เรือที่กล่าวมานี้น่าจะ “ใหญ่มหึมา” เท่าที่คนในพระคัมภีร์จะจินตนาการไปได้  ในเมื่อไม่มีใครรู้และเคยเห็นเรือใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครจะสงสัยว่าความรู้ในการต่อเรือจะเอามาจากไหนและเป็นอย่างไร  จะเอาช่างที่มีความรู้มาจากไหน และรวมทั้งจะหาไม้ที่ไหนมาทำ (เพราะไม้ขนาดใหญ่นั้น หาทำยากได้ยากเต็มทีในบริเวณแถบนั้น)

 แต่ที่ผมบอกว่าเป็นสุดยอดของจินตนาการที่เกี่ยวกับเรือก็เพราะว่าเรือของโนอาห์นั้นจะต้องใหญ่มากพอที่จะบรรทุกสัตว์บกและสัตว์บินทุกชนิด ชนิดละสองตัว (ผู้-เมีย)  รวมกับมนุษย์อีก 4 คู่ให้ได้หมด

 ไอ้ที่เราเห็นๆ รูปวาด รวมทั้งหนังที่เกี่ยวกับโนอาห์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นจินตนาการในสมัยหลังอันเป็นสมัยที่ความรู้เกี่ยวกับเรือใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่สามัญกันไปแล้วทั้งสิ้น

 พัฒนาการของเรือทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียตนามจะเป็นอย่างไร อันนี้ใคร่ขอให้ท่านผู้รู้ช่วยเติมให้ด้วยตรงนี้นะครับ

 เท่าที่นึกถึงลางๆ ตอนนี้ก็คือกรณีจีนกับเวียดนาม เมื่อคราวที่กองทัพจีนยกลงใต้มาทางน้ำจะมาถล่มเวียดนาม (1287) แล้วเวียดนามเอาขวากปักตามลำน้ำ พอน้ำลดกองเรือจีนก็ล้วนติดอยู่ในดงขวาก เลยกลายเป็นเป้านิ่งถูกทัพเวียดนามตีจนกระเจิง

 ภาพวาดเหตุการณ์ตอนนี้นั้น เรือจีนเป็นสำเภาใหญ่ ไม่ทราบว่าจริงแท้แค่ไหน  แต่ของที่จริงแท้แน่นอนก็คือขวากของทางฝ่ายเวียดนาม เขาได้นำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ฮานอยหลายต้นด้วยกัน  แต่ละต้นเป็นเสาไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งคืบ และยาวถึง 3-4 เมตรได้

 รูปเรือสำเภาจำหลักของอินโดนีเซียอาจเก่าแก่ที่สุดที่ผมจะนึกออก (ช่วยแก้ไขให้ผมด้วยครับ) ก็คือ รูปเรือสำเภาจำหลักที่พระระเบียงของโบโรบูดูร์ และปรัมบานัน (คริสตศตวรรษที่ 8-11) เป็นสำเภาสามเสากระโดง ด้านข้างนอกเรือมีเหมือนกับครีบช่วยพยุงทรงตัวแบบเรือในตระกูลโพลีนีเชียทั้งหลาย

 ส่วนกรณีภาพวาดและจำหลักการเดินเรือสินค้าของพระมหาชนกในพุทธชาดก-ตำนานนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นจินตนาการของเรือในสมัยหลัง  ภาพที่ศิลปินวาดให้เราดูจึงเป็นจินตนาการย้อนหลังทั้งสิ้น

 เราไม่ทราบว่าพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระท่านนั่งเรือชนิดใดมาเผยแผ่พระศาสนาในสุวรรณภูมิ (ดูพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), กาลานุกรมม หน้า 39, 2553)

 และเราก็ไม่ทราบว่าทั้งหลวงจีนอี้จิง และหลวงจีนเทียนจัง (พระถังซัมจั๋ง) ท่านเดินทางจากจีนไปอินเดียในคริสตศตวรรษที่ 7 (บางตอนท่านเดินทางทางเรือ) นั้น ท่านไปกับเรือชนิดใด

 หรือกรณีมหาเถรศรีศรัทธา (มหาเถรไหล่ลาย) สมัยสุโขทัย ซึ่งเดินทางไปบวชที่ศรีลังกานั้น เรือที่ท่านโดยสารจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

 อิบนฺ บัตตูตะ (Samuel Lee, The Travels of IBN BATTUTA, 2004) ผู้ซึ่งเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่มักกะฮ์โดยเริ่มด้วยการเดินทางบกจากมอรอคโค วกขึ้นซีเรีย แล้วอ้อมลงมายังมักกะฮ์ ต่จากนั้นชาวมอรอคโคท่านนี้จะได้เดินทางเรือไปอีกยืดยาวทั้งระยะทางและระยะเวลา เข้ามัลดีฟส์ ศรีลังกา สุมาตรา ชวา จีน (1325-1354) รวมเวลาแล้วก็ประมาณ 29-30 ปี  คิดแล้วเกือบครึ่งนึงขอชีวิตท่านทีเดียว (ท่านตายตอนอายุ 73) 

 กองเรือจีนของเจิ้งเหอในศตวรรษที่ 15 ตอนกลางกระมังที่อาจถือเป็นการเดินเรือสำคัญก่อนที่โปรตุเกสจะเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮ้ป และเปิดเส้นทางใหม่อันยืดยาวได้ในตอนปลายศตวรรษเดียวกันนี้

 นัยว่ากองเรือจีนของเจิ้งเหอนั้นมหึมาและเกรียงไกรสุดๆ  (ขอให้ดูรายละเอียดจาก Gavin Mazies, 1421)  เรือชนิดใหม่นี้ไม่ได้ “ข้ามน้ำ” เพื่อเชื่อมพื้นที่สองฟากคลอง-แม่น้ำเท่านั้น แต่ยัง “ข้ามทะเล” คือพามนุษย์ให้มีชัยชนะเหนือระยะทางอันยืดยาว  และได้นำพาการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่ปลายทางทั้งสองด้าน ดังที่เราจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสเปน โปรตุเกส และทั้งยุโรปด้านหนึ่งกับดินแดนอื่นๆ นอกยุโรป  ที่น่าจะเป็นครั้งแรกที่โลกทั้งใบได้ปรากฏขึ้นในการรับรู้ของมนุษย์

 การ “ข้ามน้ำ” อีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ “สะพาน”  แน่ละ เราแต่ละคนเคยข้ามสะพานมาแล้วนับแห่งและครั้งไม่ถ้วน และเราถือว่าเป็นเรื่องอันเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน  ถ้าไม่เป็นสะพานไม้ ก็สะพานปูน หรือไม่ก็สะพานเหล็ก  และสุดยอดก็คือสะพานสมัยใหม่ซึ่งใช้ทั้งวัสดุและชุดการคำนวณที่สลับซับซ้อนสุดๆ

 ผมนึกถึงหนังของคิดลัต ตาฮิมิก (Kidlat Tahimic) ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำหนังเรื่อง Perfumed Nightmare  ตอนต้นของหนังเป็นภาพตัวเขาลากรถวินนีย์จี๊ป (เด็กเล่น) ข้ามสะพานปูนโค้งข้ามคูเล็กๆ ที่เป็นอานาเขตของหมู่บ้าน  สำหรับคิดลัตและคนอีกจำนวนไม่น้อยในโลก คูน้ำนั้นคงเป็นเส้นพรมแดนกั้นระหว่างโลกของเขากับสิ่งที่อยู่นอกโลก (ของเขา) ออกไป

 ผมเข้าใจว่าเราคงไม่อาจสืบเสาะหาได้ว่าสะพานแรกที่มนุษย์รู้จักสร้างนั้นคือสะพานไหน อยู่ที่ไหนในโลกและมันถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่

 เมื่อยังเป็นเด็กๆ นั้น การเดินข้ามท้องร่องสวนไปบนลำต้นหมากหรือต้นมะพร้าวนั้นสนุกและตื่นเต้นดี เพราะในท้องร่องไม่มีอันตรายรออยู่ นอกจากจะรำคาญความเปียกซึ่งอาจจะเป็นผลที่ตามมาจากการข้ามสะพาน และอีกฟากหนึ่งของท้องร่องก็ไม่มีรางวัลสุดวิเศษ นอกไปจากส้มเขียวหวานที่ห้อยระย้าอยู่ตามกิ่งหรือไม่ก็ลูกฝรั่งสุกที่หอมหวาน

 สะพานที่ทำจากไม้นี้จะสลับซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจะสร้างข้ามลำปะโดง ข้ามคลองไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง หรือข้ามไปหาเส้นทางเชื่อมต่อไปยังวัดของหมู่บ้าน

 ในละแวกที่ลำน้ำค่อนข้างสงบนิ่ง สะพานไม้ทั้งเสา ทั้งคานใต้กระดานไม้ทางเดิน ดูมั่นคงดี แต่หากเป็นเขตที่มีน้ำพัดจัดในฤดูน้ำหลาก อย่างเช่นที่วังเวียง ระหว่างทางจากเวียงจันไปหลวงพระบาง ส่วนประกอบของสะพานที่ทำจากไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นกับความแรงของกระแสน้ำในฤดูน้ำหลากได้ดีกว่า

สะพานมอญ สังขละบุรี

 สุดยอดของสะพานไม้เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์ เห็นจะไม่มีที่ไหนเกินหน้า “สะพานมอญ” ที่เชื่อมตลาดกับ “หมู่บ้านมอญ” ของอำเภอสังขละบุรี (กาญจนบุรี)

โครงสร้างสะพานมอญ สังขละบุรี

 ผมชอบมองลอดลงไปใต้สะพานนี้ขณะเดินข้ามไป โครงไม้อันสลับซับซ้อนทำให้เกิดความอัศจรรย์ใจระคนกับความซาบซึ้งในระบบความคิดที่สานตัวกันขึ้นมาจนเห็นเป็นโครงสร้างของสะพานที่เห็นและยืนอยู่

 สะพานที่เห็นอยู่กับตานี้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถอันวิเศษของคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นผลรวมของความคิด ประสบการณ์ ความผิดหวัง ความท้อแท้ ความสมหวัง ความดีใจ ภาคภูมิใจที่ทอดยาวไปกับกาลเวลาอันแสนจะเนิ่นนาน จนมาถึงเราที่ยืนอยู่บนสะพานแห่งนี้

 ในพื่นที่ที่มีความชำนาญในงานฝีมือที่ทำงานกับหิน  วัสดุที่คงทนกว่าไม้และอาจต้านทานการพัดพาของกระแสน้ำได้ดีกว่า หินก็ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักในการทำสะพาน

 หินก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ถูกวางทับซ้อนกันขึ้นไป น้ำหนักของหินก้อนบนทับลงในแนวดิ่ง กดทับให้ก้อนล่างๆ ลงไปอยู่กับที่เพราะแบกรับน้ำหนักเอาไว้

 ในโลกตะวันตก การวางหินทับซ้อนกันก่อตัวเป็นรูปซุ้มโค้ง ที่มักจะเรียกว่าซุ้มโค้งแบบโรมัน (Roman arch)  เพราะยกให้ว่าพวกโรมันเป็นพวกแรกที่ค้นพบเทคนิคชนิดนี้  ความจริงผมเคยเห็นว่าที่เมืองบาบิลอน (ในอิรักปัจจุบัน) ก็มีซุ้มประตูโค้งชนิดนี้ใช้ก่อนโรมันแล้ว  อย่างไรก็ตาม อาจเป็นว่าพวกโรมันเป็นพวกที่เอาซุ้มโค้งมาใช้กันมากมาย ทั้งทำประตูชัย ประตูอาคาร หลังคาร้านค้า (อันเป็นที่มาของคำว่าอาร์เขต – archade) ลำรางส่งน้ำและสะพาน ในทางวิชาการจึงมักจะยกความดีนี้ให้กับพวกโรมันไป

 ซุ้มโค้งโรมันที่พัฒนาสุดยอดและยังถือกันว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ใจกันถึงทุกวันนี้ก็คือการที่ซุ้มคลี่คลายตัวเป็นหลังคาครึ่งวงกลมของวิหารแพนธีออน (Pantheon) ที่อยู่ในกรุงโรม

 ซุ้มโค้งแบบโรมันส่งอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป (อาจช้าเร็วต่างกันไป) และน่าจะส่งทอดเข้าไปในสถาปัตยกรรมของกลุ่มถือศาสนาอิสลาม (ซึ่งมีมากมาย เช่น เปอร์เซีย ซีเรีย ซาอุดิอารเบีย เอเชียกลาง ตุรกี ฯลฯ) และอาจเข้าจีนทางด้านตะวันตก เข้าอินเดีย แล้วส่งทอดต่อไปที่อื่นๆ ข้างเคียง (ตรงนี้ไม่ค่อยแน่ใจ ใครทราบช่วยปรับแก้ด้วยครับ)

 ส่วนในโลกตะวันออก (แปลว่าต้องหักเอาจีน อินเดีย พม่า ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ออกไป?)  นั้นไม่ได้รับเอาเทคนิคการทำซุ้มโค้งแบบโรมันนี้มา

 ความวิเศษของซุ้มโค้งนั้นมีอยู่ที่ว่าตรงโค้งด้านนอกของซุ้มนั้นเมื่อมีน้ำหนักกดมัน มันก็จะถ่ายน้ำหนักส่งทอดไปตามโค้งแล้วไปตกลงที่ปลายโค้งซึ่งมักเป็นเสาหรือไม่ก็กำแพงหนาๆ  ตัวอย่างที่น่าจะทำให้ทุกคนนึกออกก็คือ สนามประลองกำลังที่มักเรียกกันผ่านฉายาของมันว่า อารีนา (Arena ซึ่งหมายถึงฝุ่นดินสีแดงที่เอาไว้โรยเกลื่อนรอยเลือดอันน่าสยดสยองที่เกิดจากการต่อสู้)  หรือไม่ก็เรียกว่าโคลอสเซียม (ซึ่งแปลว่าใหญ่มหึมา) ในกรุงโรม

 การที่ผนังด้านนอกของสนามสูงได้ตั้ง 3-4 ชั้น ก็เพราะมีซุ้มโค้งๆ มากมายแบกรับน้ำหนักเอาไว้นั่นเอง

 อีกตัวอย่างที่เราทุกคนเคยเห็น (แต่อาจลืมสังเกต) ก็คือตัวสันเขื่อนกั้นน้ำ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว หากเขื่อนใหญ่มีสันเขื่อนยาว ก็มักจะเป็นรูปโค้งอย่างที่ว่า น้ำหนักของน้ำที่มากองกันอยู่ตรงหลังค่อมของโค้ง ลองคิดดูว่ามหึมามหาศาลแค่ไหน แต่โค้งอัศจรรย์ที่ว่านี้ ก็แบกรับได้สบายมาก

 คราวนี้ในเมื่อบรรดาประเทศในโลกตะวันออก (ที่ว่า) ไม่มีเทคโนโลยีชนิดนี้ ก็ทำให้การแบกรับน้ำหนักของอาคารต้องใช้วิธีอื่น (และอาคารมักไม่สูงนัก)  ตัวอย่างที่นึกถึงก็อย่างเช่นวิหารใหญ่ของวัดมหาธาตุเก่าของเมืองลพบุรี ตรงสถานีรถไฟนั่นแหละ  จะเห็นว่าเขาต้องใช้เสาเยอะมากในการรับน้ำหนักของหลังคา ทำให้จินตนาการได้ว่า เมื่ออาคารยังใช้การได้อยู่นั้น ด้านในอาคารคงเต็มไปด้วยเสา  พื้นที่กลางอาคารคงจะติดๆ ขัดๆ อย่างไรอยู่

 เมื่อต้องการจะให้สิ่งก่อสร้างสามารถตั้งตัวสูงขึ้นไปได้นั้น  ก็อาศัยการเรียงหิน (ส่วนใหญ่เป็นศิลาแลง) ซ้อนและเหลื่อมตรงปลายให้ยื่นออกมาทีละน้อย จนกระทั่งก้อนท้ายหรือบนสุดชนกันได้กับอีกฟากหนึ่ง กลายเป็นคล้ายกับโค้งของโรมัน  หากแต่ตัวซุ้มจะเป็นยอดแหลม  ไม่สามารถทำให้ซุ้มกลมเกลี้ยงแบบซุ้มโรมันได้

 ตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออกก็คือ ภายในปรางค์แขมร์ก็ใช้การวางศิลาแลงเหลื่อมกันชนิดนี้ หรือที่น่าสนใจ (ที่ผมก็ยังไม่ทราบเหตุผล แม้จะเดาไปทำนองเดียวกัน) ก็คือการเรียงศิลาแลงบนหินตัวที่เป็นกรอบประตูด้านบน  จะเห็นว่าการเรียงเหลื่อมหินมักทำให้เห็นเป็นรูปต้นคริสตมาสขนาดเล็กอยู่บนประตู

 ตัวอย่างของซุ้มโค้งแบบโรมันที่เอามาทำสะพานและ (สะพาน) ลำรางส่งน้ำก็อย่างเช่นที่เมืองเซโกเบีย (Segovia) ของสเปน กับเมืองนิมส์ (Nimes) ของฝรั่งเศส

 ส่วนตัวอย่างของซุ้มไม่โค้งแบบโรมันก็เช่นซุ้มเสาสะพานศิลาแลงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่เจ็ดบนเส้นทางจากพนมเปญไปสมโบร์ไพรกุก เป็นต้น  ผมลอดลงไปมองใต้สะพาน เห็นซุ้มโค้งยอดแหลมหลายซุ้มซึ่งค่อนข้างแคบ  และการจัดวางซุ้มให้ถี่เพื่อที่จะช่วยกันแบกรับน้ำหนักของตัวสะพาน ซึ่งจะต้องแบกรับน้ำหนักของสิ่งที่เคลื่อนไปบนสะพาน ผมไม่ทราบว่ามีการเสริมเติมต่อโครงสร้างสะพานมากแค่ไหน แต่ตัวสะพานปัจจุบันยังสามารถรองรับน้ำหนักของผู้คนและยวดยานนานาชนิดได้อยู่อย่างดี

 ซุ้มโค้งใต้สะพานนั้นเป็นปัญหากับเรือที่จะต้องลอดผ่านไป ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของระยะห่างของเสาเพียงเพื่อให้เพียงพอกับความกว้างของลำเรือจึงเป็นปัญหาพื้นฐานของสะพาน (ทุกยุคสมัย แม้ปัจจุบัน)  เมื่อแก้ปัญหาเรื่องความกว้างของช่วงเสาได้แล้ว  ปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือความสูงของสะพาน เพื่อให้เรือสามารถลอดผ่านไปได้

 ทั้งสะพานยก (เปิดตรงกลางสะพานด้วยวิธียกให้สูงขึ้น) ช่วยแก้ปัญาเรือสูงลอดใต้สะพาน  ส่วนสะพานหัน (เอาตัวสะพานหันไปขนานกับลำน้ำ โดยตัวสะพานยังตั้งอยู่บนแกนเสากลางน้ำ) ช่วยให้เรืออ้วนผ่านสะพานไปได้

 ปัญหาทั้งความสูงของเรือและความกว้างของเรือถูกแก้ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อสะพานแบบใหม่ที่ใช้ตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็ก และตัวสะพานทำจากเหล็กได้ถูกนำเข้ามาใช้ ประกอบกับการคำนวณเรื่องเกี่ยวกับการรับน้ำหนัก  สายระโยงระยางที่ใช้ในการยึดเหนี่ยวดึงรั้ง และอื่นๆ ที่ซับซ้อน กลายมาเป็นสะพานอย่างที่กล่าวถึงไปแล้ว  ทั้งสะพานพระรามหก สะพานพุทธฯ สะพาน “โกลเด้นเกต” ของลิสบอน และสะพานในเมืองโอปอโต.

Posted in Uncategorized | ใส่ความเห็น